อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย-จีนเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2025
วันที่ 23 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงในปี 2568 (2025) โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการเติบโตของตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
นโยบายการเงินสหรัฐฯ: Fed ส่งสัญญาณ “ลดดอกเบี้ย” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งตลอดปี 2568 เพื่อรองรับการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อที่เข้าใกล้เป้าหมาย และเพื่อประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ.
การคาดการณ์ล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 ชี้ว่า อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate อาจลดลงมาอยู่ในช่วงเป้าหมายที่ 3.50% – 3.75% หลังจากการปรับลดต่อเนื่อง. การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นใจของ Fed ในการควบคุมเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันก็เป็นการปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนภาคการลงทุนและตลาดแรงงาน. นอกจากนี้ Fed ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ สำหรับปี 2568 ขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.7% ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโลก.
นักวิเคราะห์จาก Reuters ชี้ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในเอเชีย. อย่างไรก็ตาม ตลาดจะยังคงเฝ้าจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินช่วงเวลาและความถี่ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง.
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน: เน้นอุปสงค์ในประเทศและแก้หนี้ท้องถิ่น
ในส่วนของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีน Reuters และ Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลังเชิงรุก (Expansionary Fiscal Stance) อย่างต่อเนื่องในปี 2568 เพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศและฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจ. มาตรการสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือโครงการ “การแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค” (Consumer Trade-in) ขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนสินค้าเก่าเป็นสินค้าใหม่ เช่น รถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า.
นอกจากนี้ ความพยายามในการจัดการกับปัญหาหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่น (Local Government Debt) ก็เริ่มเห็นผลความคืบหน้าครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวของจีน. อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนยังคงเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกัน โดยบางสถาบันคาดการณ์การเติบโต GDP ปี 2568 ไว้ที่ระดับต่ำเพียง 2.5% – 3% เนื่องจากปัญหาการลงทุนที่ลดลง. แต่ในทางกลับกัน ธนาคารโลก (World Bank) กลับปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของจีนในปี 2568 เป็น 4.9% ซึ่งสะท้อนถึงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งในช่วงไตรมาสก่อนหน้า.
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย
CNBC และรายงานของสถาบันวิจัยต่างๆ ที่ถูกอ้างถึงโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมในปี 2568 จะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากปัญหาการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนทางนโยบาย. อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาคบริการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ.
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันเศรษฐกิจต่างๆ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัว โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว. แม้ว่าการเติบโตของ GDP โดยรวมจะมีการคาดการณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ 2.8% ไปจนถึง 5.2% ขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐและเศรษฐกิจโลก.
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินในไทยให้ความเห็นว่า การที่ Fed ลดดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจไทย ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง. แต่ข้อควรระวังคือความผันผวนของราคาน้ำมันและผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก.
โดยสรุปแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2568 ที่รายงานโดย Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินและเศรษฐกิจของไทยในช่วงปีหน้า.


















