News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
150


อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกอยู่บนทางแยก นโยบายเฟด-AI-ความตึงเครียดทางการค้า กำหนดทิศทางปี 2569

รายงาน: ทีมข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
วันที่: 29 ธันวาคม 2568

สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 โดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญหลายประการที่กำลังขับเคลื่อนและสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก และมีนัยสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง

การลดดอกเบี้ยของ Fed: สัญญาณผ่อนคลายแต่ตลาดคาดหวังต่ำ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed (Federal Reserve) ในช่วงปลายปี 2568 รายงานระบุว่า Fed ได้ดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไตรมาสละ 0.25% ในการประชุมสามครั้งก่อนหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมาเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม การส่งสัญญาณจาก Fed ในช่วงต้นปีบ่งชี้ว่าตลาดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับปี 2568 โดยรวมไว้ในระดับที่ต่ำมาก

นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า การตัดสินใจของ Fed มีความซับซ้อน เนื่องจากแม้จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อประคองตลาดแรงงาน แต่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ (PCE inflation) ในปี 2568 ยังคงสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ นี้มีผลกระทบโดยตรงต่อเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางในภูมิภาคสามารถพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของตนเองเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น และยังส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569: การเติบโตปานกลางและอิทธิพลของ AI

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 รายงานคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในระดับปานกลางที่ประมาณ 3.2% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคที่ฟื้นตัวและการใช้จ่ายด้านทุนที่แข็งแกร่ง นักวิเคราะห์ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (resilience) ที่เหนือความคาดหมายต่อความไม่แน่นอนและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดและเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะถูกขับเคลื่อนด้วยสามพลังหลัก ได้แก่: 1) นโยบายการเงินที่แตกต่างกัน (Uneven Monetary Policy) ระหว่างประเทศหลักๆ 2) วัฏจักร AI ที่ไม่หยุดยั้ง (Relentless AI Cycle) และ 3) ความแตกแยกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในตลาด (Deepening Polarization) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วัฏจักร AI” ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับประเทศที่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ความท้าทายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ภาษีนำเข้าและการชะลอตัว

ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยนั้น รายงานระบุว่า แม้จะได้รับผลดีจากการที่ Fed ลดดอกเบี้ย แต่ก็ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ “อ่อนตัวลง” (softer outcomes) ในไตรมาสที่สามของปี 2568 เนื่องจากผลกระทบของการเร่งการผลิตในช่วงก่อนหน้าได้ลดลง และที่สำคัญที่สุดคือผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

การกลับมาของมาตรการภาษีที่เข้มงวด โดยเฉพาะภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงทิศทางการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ กับเอเชียอย่างมากในปี 2568 ในขณะที่สหรัฐฯ ลดการนำเข้าสินค้าจากจีนภายใต้ภาษีที่สูงถึง 40% ประเทศในอาเซียนกลับมีการส่งออกเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีภาษีที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สรุป

โดยสรุป รายงานจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters เน้นย้ำว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังในการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น จากการผ่อนคลายทางการเงินและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน และความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทยและอาเซียน การใช้โอกาสจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลกที่ผันผวน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตในปีหน้า

###