สรุปข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026 เติบโตปานกลาง พร้อมแรงขับเคลื่อนจาก AI และการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
กรุงเทพฯ — วันที่ 29 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์และมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026 โดยมีข้อสรุปที่สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ช่วงของการเติบโตในระดับปานกลาง แต่มีปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก
รายงานระบุว่า หลังจากที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีก่อนหน้า ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2026 คาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วง 2.9% ถึง 3.3% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ “มั่นคง” (sturdy) แต่มิได้ร้อนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา
นโยบายการเงินและการลดอัตราเงินเฟ้อ: แรงหนุนหลัก
CNBC และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตในปี 2026 คือการลดลงของอัตราเงินเฟ้อที่ชัดเจนขึ้น และโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก การผ่อนคลายภาวะทางการเงินโลกดังกล่าวจะช่วยเปิดทางให้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) สามารถพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่งและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ก็เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุปสงค์ภายในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
AI: เมกะเทรนด์ที่ขับเคลื่อนตลาด (Bloomberg’s View)
Bloomberg ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็น “เมกะเทรนด์” ที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดการเงินให้สูงขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นความหวังหลักของตลาดวอลล์สตรีทในการผลักดันผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยีและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
บทวิเคราะห์ระบุว่า การลงทุนใน AI ไม่เพียงแต่จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยการสร้างระบบ AI ทั่วโลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคนี้
มุมมองของ Reuters: ความท้าทายในเอเชียและการค้าโลก
ในส่วนของภูมิภาคเอเชีย Reuters ได้นำเสนอภาพที่มีความหลากหลายและมีข้อควรระวัง แม้ว่าจีนจะยังคงยืนยันเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ที่ระดับ 5% ในปี 2026 ซึ่งแสดงถึงความพยายามในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดกลับอยู่ที่ภาคการค้าโลก
องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่า ปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 0.5% ในปี 2026 ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการภาษีและนโยบายกีดกันทางการค้าที่เริ่มส่งผลกระทบอย่างเต็มที่ ปัจจัยนี้เป็นความท้าทายโดยตรงต่อประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นบางแห่งในเอเชียยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะตลาดหุ้น Nikkei ของญี่ปุ่น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 13% ในปี 2026 สืบเนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทญี่ปุ่น
สรุปและข้อควรระวัง
โดยสรุปแล้ว มุมมองจากทั้งสามสำนักข่าวชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2026 จะเป็นปีแห่งความหวังที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) และความตึงเครียดทางการค้าที่ยังคงคุกรุ่น นอกจากนี้ ตลาดพลังงานก็อาจเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาด (glut) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในวงกว้าง นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินและพัฒนาการของเทคโนโลยี AI อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว



















