สรุปข่าวโลก: จับตาวอลล์สตรีททำสถิติใหม่-เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบที่ 3-ราคาน้ำมันทรงตัวจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์
(กรุงเทพฯ, 29 ธันวาคม 2568) รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลกจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนแต่มีแนวโน้มเชิงบวกในช่วงสิ้นปี โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามของปี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททะยานสู่จุดสูงสุดใหม่ นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี
วอลล์สตรีทได้ปิดฉากปีด้วยการเดินหน้าทำสถิติใหม่ โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ทะยานขึ้นสู่ระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2568 การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยตลาดได้ตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แม้ว่าในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 ดัชนีหลักของสหรัฐฯ อย่าง US500 จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.09% จากการทำกำไรในช่วงวันหยุดเทศกาล
รายงานจาก CommBank ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 โดยมีปริมาณการซื้อขายลดลงเล็กน้อยตามปกติในช่วงคริสต์มาส ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หั่นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งที่สามของปี
การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในช่วงปลายปีคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points (bps) ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 การปรับลดครั้งนี้ทำให้ช่วงเป้าหมายสำหรับอัตราดอกเบี้ยกองทุนรัฐบาลกลาง (Federal Funds Rate) อยู่ที่ 3.50% – 3.75%
การตัดสินใจของ Fed ครั้งนี้ถือเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามในปี 2568 และเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจภาครัฐยังคงมีข้อจำกัด นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การดำเนินการนี้ส่งสัญญาณถึงความกังวลของธนาคารกลางเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการเติบโต และเป็นการปรับสมดุลนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ราคาน้ำมันดิบทรงตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์
ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา รายงานจาก Reuters และ CNBC ระบุว่า ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 57.98 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 61-62 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงกว่า 2.26% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่ราคาน้ำมันก็มีแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ห้าติดต่อกันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการปรับขึ้นนี้คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นจุดสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการผลิตน้ำมัน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับอุปทาน
นอกจากนี้ รายงานของ IEA (International Energy Agency) ประจำเดือนธันวาคม 2568 ยังคาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 830,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568 ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคและการค้าที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยระยะยาวที่อาจช่วยสนับสนุนราคาน้ำมันในปี 2569
สรุปภาพรวมและแนวโน้มปีใหม่
ภาพรวมตลาดโลกในช่วงสิ้นปี 2568 นี้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานของความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ Fed และความกังวลด้านอุปทานน้ำมันที่ถูกกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่ Fed ลดดอกเบี้ยต่อเนื่องทำให้สภาพคล่องในระบบยังคงมีอยู่มาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อในช่วงต้นปี 2569


















