สรุปสถานการณ์โลก: เฟดหั่นดอกเบี้ย-น้ำมันผันผวน ตลาดจับตาปี 2569

0
83






สรุปสถานการณ์โลก: เฟดหั่นดอกเบี้ย-น้ำมันผันผวน ตลาดจับตาปี 2569


สรุปสถานการณ์โลก: เฟดหั่นดอกเบี้ย-น้ำมันผันผวน ตลาดจับตาปี 2569

อัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเงินล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

ในช่วงสิ้นปี 2568 ตลาดการเงินโลกยังคงเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักมาจากมติของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อรับมือกับสัญญาณชะลอตัวของตลาดแรงงาน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างหนัก ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างให้ความสนใจและรายงานอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลาย (รายงานโดย Reuters และ CNBC)

สำนักข่าว Reuters และ CNBC รายงานตรงกันถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ภายใต้การนำของนายเจอโรม พาวเวลล์ ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 25 จุดพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การชะลอตัวของตลาดแรงงานที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น. การปรับลดในครั้งนี้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสำคัญของเฟดลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.50% ซึ่งเป็นการปรับลดติดต่อกันเป็นครั้งที่สามในการประชุมที่ผ่านมา. นักวิเคราะห์ระบุว่า การเคลื่อนไหวของเฟดในช่วงปลายปีนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่จัดการได้ อย่างไรก็ตาม มุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดบางรายยังคงระมัดระวัง โดยนางซูซาน คอลลินส์ ประธานเฟดสาขาบอสตัน ให้ความเห็นว่า การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันอาจยังคงเป็น “สิ่งที่เหมาะสมสำหรับตอนนี้” เนื่องจากเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในระดับสูง.

ตลาดหุ้นโลกตอบรับอย่างผสมผสาน (รายงานโดย Bloomberg)

Bloomberg รายงานว่า การตัดสินใจของเฟดและกระแสข่าวเชิงบวกบางส่วนในตลาดเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี S&P 500 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ในช่วงก่อนวันหยุดยาว. แต่ในภาพรวม ตลาดโลกกลับมีการตอบรับที่ผสมผสานและเงียบเหงาในช่วงการซื้อขายวันหยุด. ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง จากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องความตึงเครียดทางการค้าลง. อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการขึ้นของตลาดสหรัฐฯ หุ้นในวอลล์สตรีทบางส่วนกลับอ่อนตัวลง เนื่องจากการร่วงลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมัน. นักลงทุนกำลังจับตาดูรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่กำลังจะมาถึง เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายของเฟดในปี 2569 ต่อไป.

ความผันผวนรุนแรงในตลาดน้ำมันดิบ (รายงานโดย Bloomberg และ Reuters)

ประเด็นที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่ง Bloomberg และ Reuters รายงานว่าตลาดน้ำมันยังคงเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงที่สุด. ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล และน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ได้ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยน้ำมันดิบสหรัฐฯ ร่วงลงถึงร้อยละ 6 ไปปิดที่ 64.37 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล. การร่วงลงของราคาน้ำมันนี้เป็นปัจจัยกดดันให้วอลล์สตรีทอ่อนตัวลงในช่วงหนึ่ง. อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ราคาน้ำมันดิบกลับดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ในช่วงการซื้อขายที่เบาบางของวันหยุด. การเคลื่อนไหวที่สวนทางกันนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งความกังวลด้านอุปทานที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงในช่วงปลายเดือน ซึ่งช่วยหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน.

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและหุ้นไทย

สำหรับตลาดเอเชียและตลาดหุ้นไทย (SET) การเคลื่อนไหวของตลาดโลกได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานข่าวในประเทศระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดลบ 5.52 จุด ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ก่อนวันหยุดยาว โดยมีแรงกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA และ THAI รวมถึงปริมาณการซื้อขายที่อยู่ในระดับต่ำ. นักวิเคราะห์มองว่า การที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นสัญญาณบวกในระยะยาว แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นที่ทำให้ตลาดเอเชียโดยรวมยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่อไปในปี 2569. ผู้เชี่ยวชาญจาก CNBC คาดการณ์ว่า ตลาดในปีหน้าจะยังคงมี “ความผันผวนมากขึ้น” ซึ่งนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด.

อ้างอิง: ข้อมูลรวบรวมและวิเคราะห์จากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters (อ้างอิงตามหมายเลขค้นหา [1], [2], [3], [4], [6], [8], [9], [10], [11], [12], [14])