สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters รายงานการขายทำกำไรหุ้นเทคฯ สั่นคลอน S&P 500 ท่ามกลางสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินสหรัฐฯ
วันที่ 29 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก
ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับแรงเทขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง แม้ว่าตลาดจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดทั้งปีก็ตาม การรายงานจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นจากนักลงทุนที่ต้องการล็อกกำไรก่อนสิ้นปี ท่ามกลางความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
แรงเทขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นเทคฯ กดดันตลาดส่งท้ายปี
CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อทำกำไรในช่วงสุดท้ายของปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดปี เช่น กลุ่ม ‘Magnificent Seven’ ซึ่งทำให้นักลงทุนมีกำไรจำนวนมากและเลือกที่จะปิดพอร์ตเพื่อปรับสมดุลก่อนเข้าสู่ปีใหม่ แรงกดดันนี้เกิดขึ้นแม้ว่าดัชนีหลักหลายตัวจะปิดสัปดาห์ด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อไม่นานมานี้
หนึ่งในหุ้นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ NVIDIA ซึ่งเป็นผู้นำด้านชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) Bloomberg และ CNBC ได้มีการหารือและรายงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับทิศทางของหุ้น NVIDIA ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในปี 2568 โดยมีราคาเพิ่มขึ้นกว่า 40% อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นยังคงผันผวนตามข่าวสารเฉพาะกิจ เช่น รายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ NVIDIA จะหยุดการทดสอบการผลิตชิป รวมถึงยอดขายในตลาดจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนใช้พิจารณาในการตัดสินใจขายทำกำไร
สัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed คือปัจจัยบวกที่ซ่อนอยู่
ในขณะที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายระยะสั้น ปัจจัยพื้นฐานด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ กลับส่งสัญญาณที่อาจเป็นบวกในระยะยาว Reuters และ Bloomberg ชี้ให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายของ Fed ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วถึง 3 ครั้งในการประชุมครั้งก่อนหน้าของปี 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดแรงงานชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed กำลังเอนเอียงไปในทิศทางของการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (Dovish Stance) เพื่อประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์บางรายถึงกับคาดการณ์ว่า หาก Fed ยังคงดำเนินนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป อาจเป็นแรงผลักดันให้ดัชนี S&P 500 ทะลุระดับ 7,000 จุดได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม DWS ได้คาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate น่าจะอยู่ในช่วง 3.75%–4.0% ในช่วงสิ้นปี 2568 ซึ่งยังคงเป็นระดับที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย
ความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกและภูมิภาคเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงขายทำกำไรในหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ มักจะสร้างแรงกดดันต่อดัชนีหุ้นในเอเชียที่อ้างอิงกับกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีและสินค้าส่งออก การที่นักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ตในช่วงปลายปี อาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ชั่วคราว
สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบาย Fed เป็นหลัก หากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เป็นไปตามคาดการณ์และเศรษฐกิจโลกไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง อาจเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยในปี 2569 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยควรติดตามรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงจากความผันผวนระยะสั้นในตลาดโลก ซึ่งเป็นผลจากการปรับสมดุลพอร์ตครั้งใหญ่ของนักลงทุนสถาบันก่อนสิ้นปี
Reuters เน้นย้ำว่า แม้จะมีการขายทำกำไร แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังคงได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมด้าน AI และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงประคองตัวได้ดี การปรับฐานในช่วงสั้นนี้จึงอาจเป็นเพียงการหยุดพักของตลาดกระทิง (Bull Market) ก่อนจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในปีถัดไป
โดยสรุป รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำทั้งสามแห่งชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปรับพอร์ตและประเมินสถานการณ์ใหม่ โดยมีแรงกดดันจากการขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่ร้อนแรง ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยสนับสนุนจากสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินของ Fed ที่รออยู่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ



















