News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกประจำสัปดาห์

0
39






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: การปรับลดดอกเบี้ยของ Fed, ราคาน้ำมันพุ่ง, และสัญญาณบวกเศรษฐกิจจีน


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568

สรุปประเด็นสำคัญ: ตลาดการเงินโลกจับตาการตัดสินใจครั้งใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบโลกกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยด้านอุปทานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนเศรษฐกิจจีนแสดงสัญญาณเชิงบวกด้วยตัวเลขภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งเกินคาด

1. Bloomberg: Fed ลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบปี ส่งสัญญาณผ่อนคลาย

รายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วง 3.75% – 4.00%. การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ได้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนตัวลงตามที่คาดการณ์ไว้.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินนโยบายในระยะข้างหน้าว่า แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่คณะกรรมการจะยังคงใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาการปรับลดครั้งต่อไปในปี 2569 โดยเน้นย้ำว่าการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่เป็นสำคัญ. การส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงินนี้ ได้สร้างความโล่งใจให้กับตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและตลาดพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนตีความว่า Fed ได้เปลี่ยนทิศทางจากนโยบายเข้มงวด (Hawkish) ไปสู่การเป็นกลางมากขึ้น (Neutral).

ที่มา: Bloomberg

2. CNBC: ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับสำคัญ จากแรงกดดันด้านอุปทาน

ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ได้ทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน. สาเหตุหลักของการพุ่งขึ้นในครั้งนี้มาจากปัจจัยด้านอุปทานที่ตึงตัวอย่างมาก.

ปัจจัยแรกคือความร่วมมือในการลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+) ที่ยังคงดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาระดับราคาให้สูงขึ้น. ปัจจัยที่สองคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นในภูมิภาคสำคัญ ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและอุปทานบางส่วน. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์โจมตีครั้งล่าสุดต่อท่าเรือสำคัญแห่งหนึ่งในทะเลดำ ได้สร้างความกังวลอย่างรุนแรงว่าอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจลดลงอย่างไม่คาดคิด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และอาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง.

ที่มา: CNBC

3. Reuters: เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณฟื้นตัว ตัวเลขภาคอุตสาหกรรมเกินคาด

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ได้นำเสนอข่าวดีจากเอเชีย โดยระบุว่าเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนในช่วงปลายปี 2568. ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ประจำไตรมาสที่ 4 ของจีนได้ขยายตัวเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลปักกิ่งได้นำมาใช้ก่อนหน้านี้เริ่มส่งผลในทางปฏิบัติ.

รายงานระบุว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งในภาคการผลิตนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายนอกที่ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีขั้นสูง. นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักประเมินว่า ตัวเลขล่าสุดนี้ทำให้ความเป็นไปได้ที่จีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ “ประมาณ 5%” ในปี 2568 มีสูงขึ้นอย่างมาก. อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ยังคงเตือนว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และแรงกดดันจากการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569.

ที่มา: Reuters

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญจากสามสำนักข่าวระดับโลกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 ที่มีความซับซ้อน โดยมีการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของประเทศมหาอำนาจ ขณะที่ภาคพลังงานยังคงเผชิญกับความผันผวน และเศรษฐกิจเอเชียเริ่มกลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตทั่วโลกอีกครั้ง