News update from Bloomberg, CNBC, Reuters
กรุงเทพฯ – การอัปเดตข่าวสารล่าสุดจากสามสำนักข่าวการเงินและธุรกิจชั้นนำของโลก ได้แก่ Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 ที่ยังคงมีความผันผวน แต่มีสัญญาณบวกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านเงินเฟ้อติดลบและการเติบโตที่ชะลอตัว
สัญญาณบวกในตลาดโลก: ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ปิดตัวลงด้วยการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีหลักหลายตัวสามารถทำผลงานได้ดีในช่วงสัปดาห์การซื้อขายที่สั้นลงเนื่องในวันหยุดเทศกาล. แรงหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางรายงานความคืบหน้าเชิงบวกเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการเมืองบางประเด็นที่ส่งผลให้เกิดความหวังในตลาด. อย่างไรก็ตาม ตลาดก็ยังคงมีการเคลื่อนไหวแบบผันผวน โดยมีช่วงที่ดัชนีปรับตัวลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจและประเด็นการประเมินมูลค่าหุ้น.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวใหญ่ที่ถูกจับตาจาก Reuters เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น โดยเฉพาะการย้ายตลาดของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งตามมูลค่าตลาด ซึ่งถือเป็นการย้ายครั้งประวัติการณ์. ข่าวดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างและการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงธุรกิจระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับและดัชนีตลาด
การคาดการณ์เศรษฐกิจโลก: การเติบโตดีขึ้นเล็กน้อย
ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 จาก S&P Global ซึ่งเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์ทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่า การคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ทั่วโลกสำหรับปี 2568 และ 2569 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย. การปรับปรุงครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แม้จะมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อยู่ก็ตาม
การปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตนี้ สร้างความหวังให้กับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและการค้าโลกอย่างประเทศไทย แต่ก็ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าแรงส่งบวกจากเศรษฐกิจโลกจะสามารถส่งผ่านและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด
เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย: เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง
ในขณะที่ตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณบวก ข้อมูลเศรษฐกิจจากหน่วยงานในประเทศที่ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานข่าวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ รายงานล่าสุดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังคงติดลบเป็นเดือนที่แปดติดต่อกันในเดือนพฤศจิกายน. กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า สาเหตุหลักมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาลและราคาสินค้าพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานนี้ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา (Deflationary Environment) และอำนาจการใช้จ่ายของประชาชน
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รายงานว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้. แม้จะมีความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ แต่การเติบโตโดยรวมยังคงช้า และต้องจับตาดูว่ามาตรการทางการเงินและการคลังที่ออกมาจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจให้กลับมาสู่ระดับศักยภาพได้หรือไม่
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: ภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ออกบทวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์ต่างชาติ โดยระบุว่า ความเสี่ยงด้านภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐอเมริกา ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าความเสียหายจากโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ. การกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของประเทศ
โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความคึกคักและมีสัญญาณการเติบโตของ GDP โลกที่ดีขึ้นเล็กน้อย. ในทางกลับกัน เศรษฐกิจไทยยังคงต้องต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อติดลบและการเติบโตที่ช้า. นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจึงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อการลงทุนและการวางแผนธุรกิจในประเทศไทยต่อไป
อ้างอิง: [2], [3], [4], [5], [6], [8], [9], [10], [11]


















