เกาะติดสถานการณ์โลก: สรุปข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
ธนาคารโลกเตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนาพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี พร้อมจับตาจีนเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2025
เผยแพร่: วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568
สรุปประเด็นสำคัญ:
- ธนาคารโลกส่งสัญญาณเตือนว่าประเทศกำลังพัฒนา “ยังไม่พ้นอันตราย” จากภาระหนี้ที่สูงขึ้น
- ส่วนต่างระหว่างค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้กับการจัดหาเงินทุนใหม่ของประเทศกำลังพัฒนาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 50 ปี แตะระดับ 7.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ผู้นำจีนเตรียมประกาศแผนงานเศรษฐกิจปี 2025 มุ่งเน้นการขยายอุปสงค์ในประเทศและกระตุ้นการบริโภคอย่างเข้มแข็ง
รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นถึงความกังวลครั้งใหม่ในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นวิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยภาวะดอกเบี้ยสูงและแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวทั่วโลก ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงจับตาแผนงานเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนสำหรับปี 2025 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียและตลาดหุ้นไทย
ธนาคารโลกชี้ภาระหนี้ประเทศกำลังพัฒนาสูงสุดในรอบ 50 ปี
ธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา “ยังไม่พ้นจากอันตราย” (not out of danger) จากการเผชิญกับต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้นอย่างมาก รายงานหนี้ระหว่างประเทศฉบับล่าสุดระบุว่า ส่วนต่างระหว่างค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ (Debt Servicing Costs) กับการจัดหาเงินทุนใหม่ (New Financing) ของประเทศเหล่านี้ ได้พุ่งสูงถึง 7.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี
สาเหตุหลักของวิกฤตหนี้ครั้งนี้มาจากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ส่งผลให้ยอดการชำระหนี้โดยรวมของประเทศกำลังพัฒนาสำหรับหนี้ต่างประเทศในปี 2023 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภาวะดอกเบี้ยที่ตึงตัวและแรงกดดันในภาคการเงินได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้อย่างมาก นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังเตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอาจทะลุ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี 2029 หากไม่มีมาตรการแก้ไขที่รุนแรง
จีนเตรียมเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2025 สู้ “สามดี”
ในขณะที่ความกังวลเรื่องหนี้โลกยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ตลาดหันมาให้ความสนใจกับการประชุมงานเศรษฐกิจกลาง (Central Economic Work Conference) ของผู้นำระดับสูงของจีน เพื่อกำหนดแผนงานและเป้าหมายทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2025 แหล่งข่าวระบุว่า เป้าหมายหลักของจีนคือการ “ขยายอุปสงค์ในประเทศ” (Expand Domestic Demand) และ “กระตุ้นการบริโภคอย่างเข้มแข็ง” (Vigorously Boost Consumption) รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการลงทุน
การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ผู้นำจีนกำลังต่อสู้กับความท้าทายที่เรียกว่า “สามดี” (Three ‘Ds’) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน ได้แก่ หนี้ (Debt) ภาวะเงินฝืด (Deflation) และปัญหาด้านประชากรศาสตร์ (Demographics) นโยบายที่กำลังจะออกมาคาดว่าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนสถาบันชั้นนำและผลักดันให้อุปสงค์ในประเทศเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากแผนงานดังกล่าวมีความชัดเจนและแข็งแกร่งเพียงพอ ก็อาจเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย
มุมมองตลาดและอนาคตดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ตลาดจะมีความกังวลต่อรายงานหนี้ของธนาคารโลก แต่ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักๆ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุน ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2026 ซึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากระดับหนี้ต่อ GDP ที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน
สำหรับตลาดทุนในภูมิภาค รวมถึงดัชนี SET Index ของไทย การประเมินสถานการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างความกลัวหนี้โลกกับความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ การติดตามแผนงานของจีนอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนในขณะนี้
อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters และรายงาน International Debt Report ของ World Bank.

















