News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
66






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

ตลาดการเงินโลกเผชิญกับความผันผวนครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หลังจากการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวเกินคาดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก่อนการประชุมสำคัญในสัปดาห์หน้า ขณะที่รายงานล่าสุดจากองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศชี้ชัดว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปประเด็นสำคัญจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

  • Fed ส่งสัญญาณแข็งกร้าว: เจ้าหน้าที่ Fed ส่งสัญญาณว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังไม่แน่นอน ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงอย่างรุนแรง
  • การเติบโตโลกชะลอตัว: IMF/OECD ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2569 ลงสู่ระดับ 3.1% โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วที่เผชิญความอ่อนแอ
  • วิกฤตหนี้ตลาดเกิดใหม่: ประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) กำลังเผชิญกับยอดชำระหนี้ต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังคงสูง

Fed ส่งสัญญาณ “Hawkish” ทำตลาดหุ้นวุ่นวาย (รายงานโดย CNBC & Bloomberg)

ความคาดหวังของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามของปี 2568 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม ได้ถูกสั่นคลอนอย่างหนักในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา. Bloomberg และ CNBC รายงานตรงกันว่า ความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีโอกาสสูงถึงกว่า 80% ก่อนหน้านี้ เหลือเพียงประมาณ 50% หลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ของสมาชิกคนสำคัญในคณะกรรมการ Fed

รายงานระบุว่า นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณถึงความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อภาคบริการที่ยังคงเหนียวแน่น และการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ซึ่งทำให้ Fed ต้อง “ระมัดระวัง” ในการดำเนินนโยบาย การส่งสัญญาณที่ “Hawkish” หรือแข็งกร้าวเช่นนี้ ทำให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ดิ่งลงทันทีมากกว่า 2% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าในอนาคตของบริษัทเหล่านี้

IMF และ OECD เตือน เศรษฐกิจโลกชะลอตัวสู่ 3.1% (รายงานโดย Reuters & Bloomberg)

ในขณะเดียวกัน Reuters รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับปรับปรุง (World Economic Outlook) ซึ่งได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลกในปี 2569 ลงสู่ระดับ 3.1% แม้ว่าตัวเลขนี้จะยังคงแสดงถึงการเติบโต แต่ก็ต่ำกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า และบ่งชี้ถึงภาวะ “Soft Landing” ที่อ่อนแอลงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

รายงานชี้ให้เห็นว่า ความอ่อนแอส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่นที่ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ซบเซาและการลงทุนภาคธุรกิจที่ชะลอตัว Bloomberg วิเคราะห์ว่า การปรับลดคาดการณ์นี้เป็นผลมาจากผลกระทบสะสมของอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นเวลานาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นปัจจัยถ่วงการค้าและการลงทุนทั่วโลก

ตลาดเกิดใหม่เผชิญ “พายุสมบูรณ์แบบ” จากวิกฤตหนี้ (รายงานโดย Reuters & CNBC)

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) ซึ่ง Reuters และ CNBC ได้ร่วมกันรายงานถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นของ “วิกฤตหนี้อธิปไตย” ครั้งใหม่

ข้อมูลระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาเตรียมพร้อมที่จะชำระหนี้ต่างประเทศรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมใหม่ยังคงสูงลิ่วเนื่องจากนโยบายการเงินของ Fed ที่ยังไม่ผ่อนคลายอย่างชัดเจน แม้ว่าประเทศ EM บางแห่งจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นจากการสร้างทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (FX Reserves) แต่ประเทศที่พึ่งพาการกู้ยืมจากต่างประเทศสูงและมีหนี้ต่อ GDP ในระดับสูงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญจาก CNBC เตือนว่า หาก Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปในเดือนธันวาคม จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศ EM และทำให้การชำระหนี้มูลค่ามหาศาลนี้เป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ของประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่งได้ การจับตาการประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้าจึงเป็นมากกว่าแค่เรื่องของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่เป็นเรื่องของเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลกอย่างแท้จริง

(รายงานและวิเคราะห์จากข้อมูลของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters)

อ้างอิง: