News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
80

เกาะติดข่าวเศรษฐกิจโลก: สรุปรายงานจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

เฟดจ่อลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในเดือน ธ.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรงรับสัญญาณบวก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ยังผันผวน

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 — สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาดการเงินโลก โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือ การประชุมครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปีนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามของปี 2568 ท่ามกลางบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง และความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กับแนวโน้มการลดดอกเบี้ย

รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุตรงกันว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดได้เพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ ตลาดการเงินประเมินว่ามีโอกาสสูงถึง 80% ที่จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการลดครั้งที่สามติดต่อกัน หลังจากที่มีการปรับลดไปแล้วในเดือนกันยายนและตุลาคม

สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า Fed ยังคงให้ความสำคัญกับการประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มผ่อนคลายลงตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคมนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และกระแสเงินทุนทั่วโลกในปีหน้า

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แข็งแกร่ง: S&P 500 และ Nasdaq นำทัพ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีหลักทั้งสามดัชนีปิดบวกในวันล่าสุด (วันอังคาร) นำโดย Nasdaq Composite ที่เพิ่มขึ้น 0.59%, S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.25% และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.39%

CNBC ชี้ว่าบรรยากาศการลงทุนเป็นไปในเชิงบวก โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เติบโตสูง (Growth Stocks) ซึ่งทำให้ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 16% นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “Santa Claus Rally” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากแรงซื้อจากกองทุนและการจัดพอร์ตการลงทุนใหม่

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls – NFP) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ Fed ใช้ประกอบการพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ตัวเลข NFP ล่าสุดในเดือนกันยายน 2568 แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของการจ้างงานที่ 119,000 ตำแหน่ง ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การรายงานตัวเลข NFP สำหรับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม จะเป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันดิบ WTI เผชิญแรงกดดัน

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังคงเผชิญกับแรงกดดันและมีการซื้อขายในกรอบแคบๆ หลังจากที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 13.1% จากระดับสูงสุดในเดือนกันยายน รายงานระบุว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ระดับ 60.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ และได้สร้างรูปแบบกราฟแท่งเทียนเชิงลบ (Bearish Engulfing) ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณอ่อนแอในระยะสั้น

แม้ว่าสำนักงานพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) จะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยสำหรับปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 74.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในระยะสั้น ตลาดกำลังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวและการผลิตที่ยังคงสูง นักวิเคราะห์เตือนว่าความผันผวนของราคาน้ำมันดิบยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตทั่วโลก

โดยสรุป ทิศทางของตลาดการเงินโลกในเดือนธันวาคม 2568 ถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed และความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนต่อไป