News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
47

อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters:

“เฟด” หั่นดอกเบี้ยตามคาด! เขย่าตลาดเอเชีย ‘บาทแข็ง’ พุ่งฉุดไม่อยู่ หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

วันที่ 15 ธันวาคม 2568: รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันนำเสนอความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก หลังจากการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระแสเงินทุนและการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นความกังวลครั้งใหม่ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

มุมมองจาก Bloomberg และ CNBC: ตลาดสหรัฐฯ และสัญญาณผ่อนคลาย

ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC ระบุว่า การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed นั้น เป็นไปตามความคาดหมายของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามที่จะประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ท่ามกลางสัญญาณบางประการที่ชี้ให้เห็นถึงการชะลอตัวลงเล็กน้อยของอัตราเงินเฟ้อในประเทศ การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนธันวาคม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Yields) ได้ปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการที่นักลงทุนเริ่มย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ (Safe-haven assets) ไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังคงมีความผันผวนและขาดแรงผลักดันที่ชัดเจนในช่วงก่อนการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ แต่สัญญาณการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของ Fed ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากสหรัฐฯ และไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ

รายงาน Reuters: ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทย

Reuters และสำนักข่าวในภูมิภาคได้เน้นย้ำถึงผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข็งค่าอย่างรวดเร็วและรุนแรงของค่าเงินบาท การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ Fed ได้ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ค่าเงินบาทพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสี่ปี

นักยุทธศาสตร์จาก Barclays Bank รวมถึง Audrey Ong ได้แสดงความเห็นว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ” (Economic Threat) ต่อประเทศไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น สถานการณ์นี้ได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ได้รับผลกระทบในทางลบอย่างชัดเจน โดยดัชนีมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงหลังจากการประกาศของ Fed นักลงทุนในประเทศแสดงความกังวลต่อผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก

ธปท. และ NESDC จับตาใกล้ชิด: แนวโน้มเศรษฐกิจไทย

รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ NESDC) ได้ระบุว่า พวกเขากำลังติดตามผลกระทบของการตัดสินใจของ Fed อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและเสถียรภาพทางการเงินในประเทศ

ในรายงานนโยบายการเงินไตรมาส 2/2568 ของ ธปท. มีการคาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้องรอให้ผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมีความชัดเจนก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การปรับลดที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการจัดการกับปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า

สรุป: การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการไหลของเงินทุนข้ามประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดตราสารหนี้ แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกของไทย นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งออกมาตรการรับมือเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบเชิงลบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม.

— ข่าวโดย ทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจ (อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, Reuters)

คำเตือน: ข้อมูลนี้เป็นเพียงการสรุปข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งข่าวต่างประเทศ โปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุน.