News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
123






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

วอชิงตัน ดี.ซี. – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้งบลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, และรอยเตอร์ส ต่างพร้อมใจกันรายงานถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงอีก 25 จุดพื้นฐาน (bps) ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการปรับลดติดต่อกันเป็นครั้งที่สามในปีนี้

Fed ปรับลดดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 3.50%–3.75%

มติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate เคลื่อนตัวเข้าสู่ช่วงเป้าหมายใหม่ที่ 3.50%–3.75% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในวงกว้าง โดยก่อนหน้าการประกาศ ตลาดได้ประเมินโอกาสของการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไว้ที่ประมาณ 87% รายงานระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่น (resilient) ในขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณของการอ่อนตัวลงเล็กน้อย และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

ปัจจัยเบื้องหลังการตัดสินใจ: เศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและเงินเฟ้อที่เชื่องลง

แหล่งข่าวจากบลูมเบิร์กชี้ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed กำลังเดินหน้าเข้าสู่ “ช่วงผ่อนคลายนโยบาย” (Policy Easing Cycle) อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เน้นการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อสูงมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แม้ว่าก่อนการประชุม ประธาน Fed นายเจอโรม พาวเวลล์ ได้กล่าวรับทราบถึงความเห็นที่ต้องการให้ Fed “ชะลอการตัดสินใจไว้ก่อนอย่างน้อยหนึ่งรอบ” (at least wait a cycle) แต่ในที่สุดคณะกรรมการก็มีมติให้ดำเนินการปรับลดเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม รายงานจากซีเอ็นบีซีเปิดเผยว่า มติการประชุมครั้งนี้ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันอย่างผิดปกติในหมู่เจ้าหน้าที่ Fed เกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งบ่งชี้ว่าเส้นทางนโยบายการเงินในปี 2569 อาจยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

ปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลก: หุ้นพุ่ง ทองคำทำสถิติ

ทันทีที่ทราบผลการตัดสินใจ ตลาดการเงินโลกก็แสดงปฏิกิริยาในเชิงบวกอย่างรวดเร็ว รายงานจากรอยเตอร์สและซีเอ็นบีซีระบุว่า ตลาดวอลล์สตรีทปิดตัวในแดนบวก โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech Rebound) และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ดัชนีหลักๆ เช่น S&P 500 มีการเคลื่อนไหวที่สูงขึ้นตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงประมาณ 0.6%

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ก็เป็นไปตามคาดการณ์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ปรับตัวลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ ในขณะเดียวกัน สินทรัพย์ทางเลือก (Risk Assets) ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก

รายงานข่าวจากบลูมเบิร์กระบุเพิ่มเติมว่า ราคาทองคำและทองแดงได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ (Hit Records) ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของ Fed เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงทำให้ต้นทุนการถือครองทองคำลดลงและเพิ่มความน่าดึงดูดใจของโลหะมีค่าในฐานะแหล่งเก็บมูลค่า

มุมมองนักวิเคราะห์และทิศทางในระยะถัดไป

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นผ่านสำนักข่าวต่าง ๆ ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามนี้เป็นการตอกย้ำถึงการเปลี่ยนจุดยืนของ Fed จากการมุ่งเน้นควบคุมเงินเฟ้อมาสู่การสร้างความมั่นคงให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาดูรายงานเศรษฐกิจที่กำลังจะเปิดเผยในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อ เพื่อประเมินว่า Fed จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมต้นปี 2569 หรือไม่

ความชัดเจนจาก Fed ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 นี้ ได้สร้างความผ่อนคลายให้กับตลาดในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปี และเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนและนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงต้นปีถัดไป

ที่มา: รวบรวมและสรุปจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters