News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
89






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของนโยบายการเงินทั่วโลกในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): ตลาดคาดการณ์ลดดอกเบี้ยสูงถึง 80%

รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระบุว่า ตลาดการเงินโลกกำลังมีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 โดยมีโอกาสในการปรับลดสูงถึง 80%. การคาดการณ์ดังกล่าวแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความคาดหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed เพิ่มสูงขึ้น.

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ทิศทางนี้เป็นผลมาจากความสำเร็จในการควบคุมเงินเฟ้อของ Fed ซึ่งเปิดช่องให้สามารถเปลี่ยนจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดมาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจได้. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก และอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุนไปยังตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง.

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สวนทาง ลดดอกเบี้ยรับมือเศรษฐกิจชะลอ

ในขณะที่ตลาดโลกจับตาการลดดอกเบี้ยของ Fed การตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ Reuters และ CNBC ได้นำเสนออย่างกว้างขวาง. ธปท. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ระดับ 1.25%. การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสัญญาณที่ชัดเจนของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ.

รายงานระบุว่า ธปท. ยังได้ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2569 ลงด้วย. การลดดอกเบี้ยของ ธปท. สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายใน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเงิน เพื่อประคับประคองการเติบโตและบรรเทาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติใหม่ ทองคำเป็นดาวเด่น

ผลจากความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินทั่วโลก. CNBC รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ ได้ซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์. นักลงทุนมองว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะช่วยสนับสนุนผลกำไรของบริษัทและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ.

นอกจากนี้ ราคาทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยรายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ราคาทองคำได้พุ่งสูงขึ้นจนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์. การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นจะคึกคัก แต่นักลงทุนบางส่วนยังคงแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Assets) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางทั่วโลก.

บทสรุป: นโยบายการเงินที่แตกต่างและผลกระทบต่อตลาด

การรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters สรุปได้ว่า ในช่วงปลายปี 2568 ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักๆ กำลังแตกต่างกันอย่างชัดเจน. Fed กำลังส่งสัญญาณผ่อนคลายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ลดลง ในขณะที่ ธปท. ได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว. ความแตกต่างนี้สร้างความผันผวนและโอกาสในตลาดการเงิน โดยเฉพาะการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น และราคาทองคำทำสถิติใหม่. การติดตามการตัดสินใจของ Fed ในช่วงต้นเดือนธันวาคมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงถัดไป.

— รายงานและรวบรวมข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, Reuters —