รายงานพิเศษ: สรุปข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
สัญญาณเศรษฐกิจโลกปลายปี 2025: “เฟด” หั่นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง “ยุโรป” เผชิญเงินเฟ้อเหนียวแน่น ตลาดหุ้นปิดปีด้วยความผันผวน
วันที่: 29 ธันวาคม 2568 | แหล่งข่าว: รวบรวมจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
(กรุงเทพฯ) – ในช่วงปลายปี 2025 ที่กำลังจะสิ้นสุดลง สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยสัญญาณผสมผสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก และความผันผวนในตลาดทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สรุปได้ว่า ปี 2025 เป็นปีที่ตลาดหุ้นโลกยังคงแข็งแกร่ง แต่เส้นทางสู่อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงในปี 2026 อาจจะช้าและไม่แน่นอนกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้
1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง (รายงานจาก CNBC)
ตามรายงานของ CNBC นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดตลอดไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 โดยในการประชุมเดือนธันวาคม Fed ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate ลง 0.25% สู่ระดับ 3.5%–3.75% การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่วัดผลอย่างระมัดระวัง (measured approach) สะท้อนถึงความพยายามของ Fed ในการรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงมีความ “เหนียวแน่น” อยู่
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่รายงานจากนักวิเคราะห์บางส่วนที่ CNBC อ้างถึง ชี้ให้เห็นว่า Fed อาจจะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปออกไปจนถึงไตรมาสที่สองของปี 2026 เนื่องจากความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง สัญญานผสมผสานนี้ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ความผันผวนระยะสั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. ธนาคารกลางยุโรป (ECB): ความท้าทายจากเงินเฟ้อที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย (รายงานจาก Bloomberg)
Bloomberg ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์ในเขตยูโรโซน ซึ่งมีความแตกต่างจากสหรัฐฯ โดยในการประชุมเดือนธันวาคม 2025 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยหลัก (main refinancing rate) ไว้ที่ 2.15% เป็นการประชุมครั้งที่สี่ติดต่อกัน การตัดสินใจนี้มีขึ้นเนื่องจาก ECB ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปี 2025 และ 2026 ขึ้น โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2025 และ 1.9% ในปี 2026 ซึ่งแม้จะใกล้เคียงเป้าหมาย 2% แต่ก็สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
การที่เงินเฟ้อในยุโรปยังคง “เหนียวแน่น” (sticky inflation) โดยเฉพาะในภาคบริการ ทำให้ ECB ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า ความเสี่ยงด้านการค้าและภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าในบางประเทศสมาชิกยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญต่อการตัดสินใจของ ECB ในต้นปี 2026
3. ตลาดทุนและสินค้าโภคภัณฑ์: สิ้นปีด้วยจุดสูงสุดและความผันผวน (รายงานจาก Reuters)
Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะปิดปี 2025 ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (all-time highs) โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ดัชนีหลักของสหรัฐฯ เช่น S&P 500 ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ราบรื่นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ตลาดหุ้นตก” ในเดือนเมษายน 2025 ที่เกิดจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่
สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงอย่างมากเกือบ 20% ในปี 2025 โดยมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่เพิ่มขึ้นและการชะลอตัวของอุปสงค์ในบางพื้นที่ของโลก การลดลงของราคาน้ำมันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก แต่ก็สร้างความกังวลให้กับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน
บทสรุปสำหรับนักลงทุนชาวไทย
โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วย “ความหวังที่ยังคงต้องระวัง” ตลาดหุ้นอาจจะดูดีในภาพรวม แต่การตัดสินใจที่ระมัดระวังของธนาคารกลางทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ยืนยันว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบสิ้น และนักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของจังหวะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก
— จบรายงานข่าว —



















