News update from Bloomberg, CNBC, Reuters
(กรุงเทพฯ) – สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในวงกว้าง
ตลาดหุ้นทั่วโลกทำสถิติสูงสุด: แรงหนุนจากความคาดหวัง Fed ลดดอกเบี้ย
รายงานจาก Reuters ระบุว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การปิดปี 2568 ด้วยสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเกี่ยวกับแนวโน้มที่ Fed จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดัชนีหลักทรัพย์สำคัญในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ S&P 500 ได้ปิดตลาดใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดได้ซึมซับความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปเรียบร้อยแล้ว
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความคาดหวังนี้คือข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อ Fed ในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ขณะที่ตลาดสัญญาล่วงหน้า (Futures Market) บ่งชี้ว่า มีโอกาสสูงถึงประมาณ 86% ที่ Fed จะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% (25 basis points) ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งหาก Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ จะถือเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจครั้งใหญ่ (seismic shock) ให้กับตลาดอย่างแน่นอน
ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าสุดในรอบเกือบสามปี: การเคลื่อนไหวของนโยบายการเงินที่แตกต่าง
นอกจากตลาดหุ้นแล้ว ตลาดเงินตราต่างประเทศก็มีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตา CNBC รายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อ่อนค่าลงมาใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสามปี เนื่องจากนักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอลลาร์ เพื่อแสวงหาโอกาสในตลาดอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นแต่มีศักยภาพในการเติบโตมากกว่า
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางที่แตกต่างกัน” (Diverging Central Bank Policies) ในขณะที่ Fed ถูกคาดหวังว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเนื่องจากเงินเฟ้อชะลอตัวลง ธนาคารกลางในบางประเทศยังคงต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงและอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ความผันผวนของราคาน้ำมันและผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบยังคงแสดงความผันผวน ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานทั่วโลก การที่ราคาน้ำมันไม่คงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างมาก เช่น ประเทศไทย
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ให้ความเห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed อาจเป็นข่าวดีในหลายมิติ เนื่องจากจะช่วยลดภาระหนี้สกุลดอลลาร์ และบรรเทาแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ธนาคารกลางในภูมิภาคมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินของตนเองได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละภาคส่วนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- ตลาดหุ้นทั่วโลกทำสถิติสูงสุด นำโดยดัชนีสหรัฐฯ จากการคาดการณ์ว่า Fed จะลดดอกเบี้ย
- ตลาดสัญญาล่วงหน้าชี้โอกาส 86% ที่ Fed จะลดดอกเบี้ย 0.25% ในเร็ว ๆ นี้
- ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี
- ราคาน้ำมันยังผันผวน ท่ามกลางความแตกต่างของนโยบายการเงินในธนาคารกลางทั่วโลก
การจับตาการประชุมครั้งถัดไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต้องให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจของ Fed จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงต้นปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


















