News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
147






อัปเดตข่าวเศรษฐกิจ: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ตลาดโลก “กระทิงอย่างระมัดระวัง” แต่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหนัก


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวที่สะท้อนถึงมุมมองที่ “เป็นบวกอย่างระมัดระวัง” (Cautiously Bullish) สำหรับตลาดการเงินโลกในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการที่โดดเด่นของกลุ่มเทคโนโลยีและสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสำคัญที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากมาตรการทางภาษี

ตลาดสหรัฐฯ สัญญาณบวกจากผลประกอบการ

ในช่วงต้นปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเคลื่อนไหวในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ 15 มกราคม ดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นประมาณ 0.6% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปรับขึ้น 0.3% การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาดของกลุ่มธนาคารรายใหญ่และบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของความสามารถในการทำกำไรที่ยืดหยุ่นของภาคธุรกิจสหรัฐฯ แม้จะอยู่ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยสูง

รายงานจาก CNBC ระบุว่า ความเชื่อมั่นในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยนักลงทุนมองข้ามความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ว่าการเติบโตของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 ซึ่งลดแรงจูงใจของ Fed ในการเร่งลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเศรษฐกิจที่ต้องจับตา

แม้จะมีบรรยากาศที่เป็นบวกในตลาดหุ้นตะวันตก แต่สำนักข่าวระดับโลกต่างเน้นย้ำถึง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Tensions) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ รายงานจาก Bloomberg และ Reuters ชี้ว่า ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์” (Geoeconomic Confrontation) ซึ่งเป็นความเสี่ยงระยะสั้นอันดับต้นๆ ความเสี่ยงนี้อาจนำไปสู่การหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานของภาคส่วนสำคัญ เช่น เทคโนโลยี การเกษตร และพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทยโดยตรง

เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหนัก: ส่งออกหดตัวครั้งแรกใน 30 ปี

ขณะที่ตลาดโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “กระทิงอย่างระมัดระวัง” เศรษฐกิจไทยกลับเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออก รายงานข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการเงินและหน่วยงานวิเคราะห์ในประเทศชี้ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.6% ถึง 2.0% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจคือภาคการส่งออก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต โดยมีการคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2569 อาจจะหดตัวลงระหว่าง 0.5% ถึง 1.5% ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงจากที่เคยคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 10% ในปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่:

  1. ผลกระทบเต็มรูปแบบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ: การใช้มาตรการทางภาษีต่อสินค้าบางประเภทของไทยเริ่มส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
  2. การแข็งค่าของเงินบาท: การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่แรงกดดันจากภาคการส่งออกที่อ่อนแอและการค้าโลกที่ชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สูงและจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศเพิ่มเติมเพื่อประคองการเติบโต

ที่มาของข้อมูล: บทวิเคราะห์และรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters และแหล่งข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ/ในประเทศที่เกี่ยวข้อง