News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
72

เกาะติดสถานการณ์โลก: เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด!
สรุปข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจการเงินจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

(กรุงเทพฯ, วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569) – การตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ในการประชุมนโยบายการเงินรอบล่าสุดเมื่อปลายเดือนมกราคม ได้รับการจับตาจากตลาดการเงินทั่วโลก โดยผลสรุปคือการ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมที่ 3.5%-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึง “การพัก” (Pause) ในวงจรการปรับลดดอกเบี้ย แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะยังคงมองว่าการปรับลดจะเกิดขึ้นอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2569 นี้ รายงานข่าวเชิงลึกจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงของการประเมินทิศทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการแถลงการณ์ที่เน้นย้ำถึงความระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย.

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงผันผวน

การตัดสินใจของคณะกรรมการ FOMC (Federal Open Market Committee) ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันนั้น ถูกมองว่าเป็นการดำเนินการที่ “เป็นไปตามความคาดหมาย” ของนักลงทุนส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีท. อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า แม้การคงดอกเบี้ยจะไม่ได้สร้างความประหลาดใจ แต่ความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็ยังคงมีอยู่ โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq มีการเคลื่อนไหวที่อ่อนแรงลงในช่วงก่อนและหลังการประกาศ. สาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจในจังหวะเวลาของการปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไป และการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่า การลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปีนี้ อาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้.

สำนักข่าว CNBC รายงานบทวิเคราะห์จากนักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase & Co. ที่ระบุว่า ถึงแม้โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงคาดการณ์ว่า จะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569. การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับมุมมองของ S&P Global ที่มองว่า เฟดน่าจะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” (measured rate cuts) ตลอดทั้งปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง.

จับตาแนวโน้มการลดดอกเบี้ย: ความเห็นที่แตกต่าง

ประเด็นที่สร้างความสนใจให้กับตลาดการเงินคือ “Dot Plot” หรือประมาณการอัตราดอกเบี้ยในอนาคตของเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งมีรายงานจาก Reuters ที่ระบุว่า แม้จะมีการลดดอกเบี้ยติดต่อกันมาก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่เฟดบางรายเริ่มแสดงความเห็นที่แตกต่างกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ถึงสามคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจในบางวาระ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับทิศทางของนโยบายการเงิน.

นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันชั้นนำที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะออกมา โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) หากตัวเลขเหล่านี้ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้เฟดต้องชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปอีก ส่งผลให้ความคาดหวังของตลาด (Market Expectations) ต่อการลดดอกเบี้ย “3 ครั้ง” ในปีนี้ อาจต้องถูกปรับลดลงเหลือเพียง “1-2 ครั้ง” เท่านั้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดพันธบัตร (Bond Market) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ.

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินไทย

การคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) เช่น ประเทศไทย รายงานของ Reuters ระบุว่า การที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for Longer) จะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Outflow) จากตลาดเกิดใหม่ยังคงมีแรงกดดัน. อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและมีเงินทุนไหลเข้าในเดือนมกราคม (buoyant January inflows) ก็เป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามอง.

สำหรับประเทศไทย การคงดอกเบี้ยของเฟดจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะสั้น แต่ก็หมายความว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในครั้งถัดไป โดยนักวิเคราะห์จาก CNBC แนะนำให้นักลงทุนไทยติดตามการสื่อสารของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกคำพูดของประธานเฟดจะมีผลต่อทิศทางของตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลก และเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นในการลงทุนตลอดปี 2569 นี้.

**แหล่งที่มา:** สรุปและวิเคราะห์จากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC และ Reuters