สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569
[บทสรุปผู้บริหาร]
ตลาดการเงินโลกเผชิญกับแรงกดดันครั้งใหม่ในสัปดาห์นี้ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวขึ้นเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 ซึ่งส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในยุโรป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบ ท่ามกลางความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ดันโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้น
(อ้างอิง: Bloomberg) รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ได้เปิดเผยรายงานการประชุมล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะมีสัญญาณการชะลอตัวของ GDP ทั่วโลก. เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคงท่าทีนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป และมีแนวโน้มสูงที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569.
นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า การส่งสัญญาณดังกล่าวได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed อาจจะเริ่มพิจารณาการคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง. การคาดการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นทันที ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นและตลาดสินเชื่อทั่วโลก
ตลาดหุ้นยุโรปดิ่งเหว รับแรงกดดันจากความกลัวในตลาดโลก
(อ้างอิง: CNBC) CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการด้วยการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยดัชนี Stoxx 600 ร่วงลงมากกว่า 1.5% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย. ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มเทคโนโลยีและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น.
นักกลยุทธ์ด้านการลงทุนจาก Strategas ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่า “ความกลัวในตลาดโลกได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง. นักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Fed ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะไม่ผ่อนคลายนโยบายง่ายๆ”. การเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวและปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นประเด็นหลักในหลายประเทศยุโรป ทำให้ตลาดขาดปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์.
ราคาน้ำมันดิบ WTI แกว่งตัว ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจจีน
(อ้างอิง: Reuters) ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังคงซื้อขายอยู่ในกรอบแคบ โดยมีแรงกดดันจากสองปัจจัยหลักที่ขัดแย้งกัน.
ปัจจัยแรกคือความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันที่อาจลดลงจากประเทศจีน หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้. อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สองคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งเป็นตัวหนุนราคาไม่ให้ร่วงลงไปมากกว่านี้. นักวิเคราะห์จาก Reuters คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำมันจะยังคงมีความผันผวนสูงต่อไป จนกว่าจะมีสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเติบโตของอุปสงค์ในเอเชีย และทิศทางของนโยบายการเงินของ Fed.
ภาพรวมตลาดเกิดใหม่และความเสี่ยงด้านการค้า
ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ก็เป็นอีกจุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก. การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ได้ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง. นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าและการกีดกันทางการค้าที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็เป็นอีกปัจจัยที่เข้ามากดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน.
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จาก Wharton ได้กล่าวในการสัมมนาสำหรับนักข่าวธุรกิจที่ลอนดอนว่า “ในขณะที่เราเข้าสู่ปี 2569 ความเสี่ยงด้านการค้าโลกและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นได้กลายเป็นความท้าทายหลักสำหรับตลาดเกิดใหม่”. การบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนในช่วงเวลาที่เหลือของปี
สรุป: ตลาดโลกยังคงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยการตัดสินใจและสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่ตลาดหุ้นยุโรปไปจนถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ นักลงทุนควรติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจและท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิดต่อไป.



















