News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
51

อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหลัง ‘เฟด’ ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนานกว่าคาด

ผู้สื่อข่าว: ทีมข่าวเศรษฐกิจโลก | วันที่เผยแพร่: 7 กุมภาพันธ์ 2569


วอชิงตัน ดี.ซี. และแฟรงก์เฟิร์ต – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ที่สอดคล้องกันถึงความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณจาก Fed ที่บ่งชี้ถึงการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นระยะเวลานานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ ‘พาวเวลล์’ ย้ำชัดยังไม่รีบลด

ตามรายงานของ Bloomberg และ Reuters ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม จุดที่สร้างความประหลาดใจและกระตุ้นให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือการแถลงการณ์ของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและต่อเนื่องว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังลดลงสู่เป้าหมายที่ 2% อย่างยั่งยืน ก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย.

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ถ้อยแถลงของนายพาวเวลล์ถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณ “Higher for Longer” (คงดอกเบี้ยสูงนานกว่าเดิม) ซึ่งขัดแย้งกับความคาดหวังก่อนหน้านี้ของตลาดที่คาดว่าจะมีการเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาสที่สองของปี. ผลที่ตามมาคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Treasury Yield) ได้ปรับตัวสูงขึ้นทันที ขณะที่ดัชนีหลักในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงินที่อาจจะยังคงสูงต่อไป.

ECB คงท่าทีระมัดระวังหลังเงินเฟ้อเริ่มชะลอ

ในส่วนของยุโรป รายงานจาก Reuters และ CNBC ระบุว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นครั้งที่ห้า นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ได้กล่าวว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนจะเริ่มชะลอตัวลง แต่แรงกดดันด้านค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.

การตัดสินใจของ ECB สะท้อนถึงความระมัดระวังที่คล้ายคลึงกับ Fed โดยนักวิเคราะห์ตลาดเงินในลอนดอนที่รายงานโดย Reuters เห็นว่า ECB มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ยังคงมีโอกาสที่จะเริ่มลดดอกเบี้ยก่อน Fed หากข้อมูลเศรษฐกิจของยูโรโซนชะลอตัวเร็วกว่าสหรัฐฯ. การคงอัตราดอกเบี้ยของ ECB ได้ส่งผลให้ค่าเงินยูโรยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะกลับมาเคลื่อนไหวตามทิศทางของดอลลาร์.

ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 4/2023 ที่หลากหลาย

CNBC และ Bloomberg ได้รายงานถึงภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2023 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งยังคงแสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นโดยรวมไม่ให้ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง.

อย่างไรก็ตาม บริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมบางส่วนได้รายงานผลกำไรที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมทั้งให้แนวโน้ม (Guidance) ที่ระมัดระวังสำหรับปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มชะลอตัวลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูง. นักวิเคราะห์จาก CNBC ระบุว่า ความแตกต่างของผลประกอบการนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน (Uneven Recovery) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบริษัทที่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและมีอำนาจในการกำหนดราคาจะยังคงเติบโตได้ดี.

บทสรุปและแนวโน้มตลาด

โดยสรุป รายงานข่าวจากทั้งสามสำนักชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกในขณะนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินจากธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed. นักลงทุนกำลังปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงที่ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดไว้เดิม ซึ่งหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทต่างๆ. ในขณะที่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะต้องเผชิญกับความผันผวนของค่าเงินและกระแสเงินทุนที่อาจไหลกลับสู่สหรัฐฯ ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น.

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้นักลงทุนติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่ชัดเจนของ Fed ในการประชุมครั้งถัดไป และเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้.