News update from Bloomberg, CNBC, Reuters
ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด หนุนแนวคิดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจชะลอการลดดอกเบี้ย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับสำคัญ จากมติ OPEC+ คงกำลังการผลิต ด้านหุ้นกลุ่มเทคยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่อย่าง Meta.
แรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ ฉุดความหวังลดดอกเบี้ย Fed
สำนักข่าว Bloomberg และ CNBC รายงานตรงกันว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หลักของสหรัฐฯ ประจำเดือนล่าสุดได้พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขดังกล่าวได้สร้างความกังวลครั้งใหม่ในตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงฝังลึกในเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคบริการและค่าเช่าที่อยู่อาศัย
รายงานข่าวจาก Reuters ระบุว่า จากข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดตีความว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจำเป็นต้องชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก โดยก่อนหน้านี้ตลาดได้คาดการณ์ว่าจะมีการเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาสที่สองของปี แต่จากการเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป จนกว่าจะเห็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน การคาดการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield) อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกดดันให้ดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์.
ราคาน้ำมันดิบทะยาน หลัง OPEC+ คงกำลังการผลิต
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้น รายงานจาก Reuters เปิดเผยว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้จัดการประชุมและมีมติเอกฉันท์ให้คงระดับกำลังการผลิตน้ำมันไว้ตามข้อตกลงเดิมสำหรับเดือนถัดไป การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในตลาดโลกที่ตึงตัวขึ้นจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง.
สำนักข่าว Bloomberg รายงานเสริมว่า มติของ OPEC+ ผนวกกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในช่องแคบสำคัญ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งทะลุระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญ นักวิเคราะห์ชี้ว่า การคงกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ สะท้อนถึงความมั่นใจของกลุ่มผู้ผลิตต่ออุปสงค์น้ำมันที่แข็งแกร่งในตลาดโลก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในหลายประเทศทั่วโลก.
ผลประกอบการ Meta หนุนหุ้นเทคพุ่ง
ด้านข่าวสารจากบริษัทขนาดใหญ่ รายงานจาก CNBC และ Bloomberg เน้นย้ำไปที่ผลประกอบการที่น่าประทับใจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ Meta Platforms Inc. (บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram) ซึ่งได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สี่และผลประกอบการตลอดปี 2568 (FY2025) ที่สูงเกินความคาดหมายของตลาด.
Meta รายงานว่ารายได้รวมของบริษัทในไตรมาสล่าสุดเติบโตขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในธุรกิจโฆษณาดิจิทัล และความคืบหน้าในการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Reality Labs (ธุรกิจ Metaverse) ผลประกอบการที่สดใสนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Meta พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในการซื้อขายนอกเวลาทำการ และช่วยพยุงความรู้สึกเชิงบวกในตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยรวม.
อย่างไรก็ตาม Reuters ชี้ให้เห็นว่า แม้ผลประกอบการของ Meta จะเป็นบวก แต่ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงมีความผันผวน เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อีกแห่ง (ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อ) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับแนวโน้มรายได้ในอนาคต โดยอ้างถึงความต้องการชิปและเซมิคอนดักเตอร์ที่ชะลอตัวลง การรายงานข่าวที่หลากหลายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของภาวะเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่สามารถปรับตัวและเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน และผู้ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวัฏจักรธุรกิจ.
โดยสรุป ตลาดการเงินในสัปดาห์นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญสามประการที่ขัดแย้งกัน ได้แก่ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการชะลอการลดดอกเบี้ยของ Fed, แรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากมติ OPEC+, และความแข็งแกร่งที่ยังคงมีอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางแห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters.

















