News update from Bloomberg, CNBC, Reuters
ธนาคารกลางสหรัฐฯ “คงดอกเบี้ย” สร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดโลก
วอชิงตัน ดี.ซี. – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้ประมวลผลการตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมเดือนมกราคม 2569 โดยมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% ซึ่งถือเป็นการ “หยุดพัก” (Pause) ในวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน
การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การดำเนินนโยบายการเงินหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่เป็นหลัก (Data-Dependent) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพในตลาดแรงงานและควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน
ตลาดหุ้นเอเชียตอบรับเชิงบวก ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น
รายงานจาก CNBC และ Reuters ชี้ว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 หลังทราบผลการประชุมของ Fed โดยนักลงทุนมองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีเสถียรภาพและอัตราเงินเฟ้ออยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก ดัชนีหลักหลายตัวในเอเชียพุ่งขึ้น เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้น ประกอบกับมีแนวโน้มที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต และความตึงเครียดด้านภาษีการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มผ่อนคลายลง
ความท้าทายจากเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่ตลาดโลกกำลังให้ความสนใจกับทิศทางนโยบายของ Fed สำนักข่าว Bloomberg และ Reuters ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัว รายงานระบุว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย และผลกระทบที่สำคัญคือ “คำสั่งซื้อที่ลดลงจากจีน” (Reduced Orders from China) ซึ่งส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศในกลุ่มอาเซียน
สำหรับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนถือเป็นความเสี่ยงหลัก แม้ว่าการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐฯ จะช่วยให้ค่าเงินและสภาพคล่องในภูมิภาคดีขึ้น แต่ภาคการส่งออกยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอของคู่ค้าหลักอย่างจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินระดับภูมิภาคให้ความเห็นว่า รัฐบาลในอาเซียนจำเป็นต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและกระจายความเสี่ยงด้านการค้า เพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าว
สรุปภาพรวม: การตัดสินใจของ Fed ในเดือนมกราคม 2569 ได้สร้างบรรยากาศเชิงบวกในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายยังคงต้องเฝ้าระวังความผันผวนของนโยบายการเงินโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีนที่อาจถ่วงการฟื้นตัวของภูมิภาคอาเซียน ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้จึงเป็นไปในลักษณะของการเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอ (uneven growth) ที่ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างระมัดระวัง.



















