สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายแต่ยังคงแข็งแกร่ง ท่ามกลางนโยบายการค้าและทิศทางดอกเบี้ย
กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2569 – สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงผันผวน แต่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าประหลาดใจ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือผลประกอบการของบริษัทต่างๆ นโยบายการเงินของธนาคารกลาง และความไม่แน่นอนจากประเด็นทางการค้าโลก
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569: การเติบโตที่ยืดหยุ่น
ธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เป็น 2.6% จากเดิม 2.4% โดยระบุว่าเศรษฐกิจโลกแสดงความยืดหยุ่นเกินคาดแม้เผชิญความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโต 2.2% ในปีนี้ ซึ่งสูงขึ้นจาก 1.6% ในปีก่อนหน้า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์คาดว่าจะลดลงสู่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 จากราคาเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ในปี 2568 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% ในปี 2569 โดยมีจีนและอินเดียเป็นผู้นำ แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่ “สมดุลใหม่” หลังผ่านช่วงความผันผวนเกือบห้าปี โดยมีการเติบโตที่ช้าแต่คงที่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยการลงทุนครั้งใหญ่ในเทคโนโลยี
นโยบายการเงินของธนาคารกลาง: ดอกเบี้ยขาลงอย่างระมัดระวัง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 3.5%-3.75% และยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2569 รายงานการประชุมของ Fed เมื่อวันที่ 27-28 มกราคม 2569 ระบุว่ากรรมการส่วนใหญ่เห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน แต่มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป นักลงทุนกำลังจับตาดูดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธันวาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หากเศรษฐกิจยูโรโซนเติบโตแข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อค่อยๆ สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 2.2% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2.0% ของ ECB โดยรวมแล้ว นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาลงแบบระมัดระวัง โดย Fed และ ECB คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงประมาณ 0.75-1.00% และ 0.75% ตามลำดับในปี 2569
นโยบายการค้าสหรัฐฯ และภาษี: จุดเปลี่ยนสำคัญ
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยเพิกถอนมาตรการภาษีตอบโต้หลายรายการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศใช้ โดยระบุว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งรวมถึงภาษี 19% ที่เคยเรียกเก็บจากสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่แบบครอบคลุมในอัตรา 10% กับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย Trade Act of 1974 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มาตรการนี้มีลักษณะชั่วคราวเป็นเวลา 150 วันและต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเพื่อขยายเวลา Bloomberg Economics ประเมินว่ามาตรการภาษีใหม่นี้อาจทำให้ GDP สหรัฐฯ หดตัว 1.8% และเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.1% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แต่หลังจากคำวินิจฉัยของศาล อัตราภาษีเฉลี่ยทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 12% และ 17% สำหรับเอเชีย (24% สำหรับจีน) การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้จีน อินเดีย และบราซิลได้รับอานิสงส์
ไฮไลท์ตลาดและการเคลื่อนไหวของบริษัท
ตลาดหุ้นทั่วโลกมีบรรยากาศคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ออกมาดีเกินคาด โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ เช่น Morgan Stanley และ Goldman Sachs รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานผลกำไรไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 35% ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้น และหนุนให้ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวสูงขึ้น ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและตลาดหุ้นยุโรปต่างฟื้นตัวและทำสถิติสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาษีใหม่และก่อนการประกาศผลประกอบการของ Nvidia ด้านข่าวบริษัท Starbucks กำลังเพิ่มการลงทุนในอินเดียแม้จะเผชิญกับการขาดทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นการขยายตัวมากกว่ากำไรในระยะสั้น หุ้น PayPal พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลัง Bloomberg รายงานว่ามีผู้สนใจเข้าซื้อกิจการ ในทางกลับกัน หุ้น Novo Nordisk ร่วงลงหลังจากยาลดน้ำหนักทดลองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักในการทดลองเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ปัจจัยทางการเมืองและความเสี่ยง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งคาดว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่ที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยที่เร็วกว่าเดิม ถือเป็นปัจจัยทางการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลก
โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกในปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และผลประกอบการที่สดใสของบริษัทเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากนโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ และทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด


















