News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
48

ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สถานการณ์โลกตึงเครียด เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากภัยภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า ขณะที่ AI ยังคงขับเคลื่อนตลาด

สถานการณ์โลกยังคงผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ควบคู่ไปกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลให้กับตลาดโลก ขณะที่ภาคเศรษฐกิจมหภาคยังคงส่งสัญญาณที่หลากหลาย และอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญแต่ก็สร้างความวิตกในบางด้านเช่นกัน รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters เผยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ซับซ้อนและท้าทาย

ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ: ตะวันออกกลางระอุ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยืนยันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัด “ภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น” จากระบอบอิหร่าน กองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้าโจมตีอิหร่านทั้งทางอากาศและทางทะเล โดยมีรายงานว่ากระทรวงหลายแห่งทางตอนใต้ของกรุงเตหะรานตกเป็นเป้าหมาย และได้ยินเสียงระเบิดในกรุงเตหะรานและเมืองอื่นๆ ของอิหร่าน เช่น อิสฟาฮาน กอม คาราจ เคอร์มานชาห์ และบุชเชอร์

ด้านอิสราเอลได้ระบุว่ามีการตรวจพบขีปนาวุธที่ยิงจากอิหร่านมุ่งหน้าสู่อิสราเอล และยังได้เปิดฉากโจมตีกลางวันในกรุงเตหะราน โดยมีควันพวยพุ่งขึ้นจากใจกลางเมือง อิหร่านประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการ “ละเมิดอธิปไตย” อย่างร้ายแรง และประกาศว่าจะตอบโต้ มีรายงานว่าอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานทัพสหรัฐฯ 4 แห่ง

สถานการณ์ความตึงเครียดนี้ยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยภารกิจกองทัพเรือ Aspides ของสหภาพยุโรป (EU Naval Mission Aspides) รายงานว่าได้รับสัญญาณวิทยุจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ซึ่งแจ้งว่า “ไม่อนุญาตให้เรือลำใดแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปได้ชี้แจงว่าอิหร่านยังไม่ได้ประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ผู้นำทั่วโลกต่างแสดงความกังวล โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้เรียกร้องให้มีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นการเร่งด่วน ขณะที่รัสเซียได้ประณามการโจมตีดังกล่าว

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเล็กน้อย โดยคาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 Goldman Sachs Research ก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอย่าง “แข็งแกร่ง” ที่ 2.9% ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ การลงทุนในเทคโนโลยี การสนับสนุนทางการคลังและการเงิน รวมถึงภาวะการเงินที่ผ่อนคลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ

ในส่วนของนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลายแห่งมีการตัดสินใจที่แตกต่างกันไป ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) มีมติ 5 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Bank Rate) ไว้ที่ 3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อ CPI จะลดลงสู่ระดับเป้าหมายประมาณ 2% ตั้งแต่เดือนเมษายน และมีแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงผ่อนคลายลง Goldman Sachs คาดการณ์ว่า BoE จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3%

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ในระดับปัจจุบัน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อกำลังเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% และเศรษฐกิจยูโรโซนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีภาคบริการเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ECB ได้สิ้นสุดวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ตรงกันข้ามกับแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักอื่นๆ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia) กลับตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินสดเป็น 3.85% ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและคาดว่าจะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2-3% ไปอีกระยะหนึ่ง

ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 และคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2569 โดยอาจเริ่มในเดือนมิถุนายน สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะฟื้นตัวสู่ 2.2% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลาย รวมถึงการลงทุนใน AI อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่า 2% ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนธนาคารกลางจีน (PBOC) คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในสิ้นปี 2569

นโยบายการค้าสหรัฐฯ และผลกระทบของ AI

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเดินหน้าแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้า โดยเตรียมเปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหม่ภายใต้มาตรา 232 และ 301 เพื่อเปิดทางให้สามารถกำหนดมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมได้ หลังจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ได้จำกัดอำนาจการใช้มาตรการภาษีฉุกเฉินของเขา ทรัมป์ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราว 10% และขู่ว่าจะเพิ่มเป็น 15% ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ยุโรปว่าจะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ก่อให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างงาน โดยงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า AI อาจทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 10% ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจาก AI ในลักษณะที่แตกต่างกัน หุ้นเทคโนโลยีบางตัว เช่น IBM ปรับตัวลดลงจากความกังวลเรื่องการแข่งขันจาก AI ขณะที่บริษัทอย่าง Dell Technologies กลับได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น กลายเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก โดยได้แรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีและชิปหน่วยความจำ ท่ามกลางกระแส AI ที่เฟื่องฟู ขณะที่หุ้น Nvidia มีความผันผวน แม้จะประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ราคาได้สะท้อนข่าวดีไปแล้ว หรือความกังวลเกี่ยวกับอัตราการเติบโตในอนาคต

ปฏิกิริยาของตลาดและข่าวสารองค์กร

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent มีความผันผวน และ Bitcoin ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของข่าวองค์กร บริษัท BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน รายงานยอดขายรถยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ลดลงถึง 41.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่หก นอกจากนี้ CNBC ได้ประกาศรายชื่อ “CNBC Changemakers: Women Transforming Business” ประจำปีครั้งที่สาม ซึ่งเป็นการยกย่องผู้นำหญิง 50 คนที่สร้างผลกระทบในภาคธุรกิจ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์โลกในขณะนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุ นโยบายการค้าที่สร้างความไม่แน่นอน และเศรษฐกิจโลกที่พยายามปรับตัวภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยี AI และการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางต่างๆ