ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตะวันออกกลางระอุ, สงครามภาษีทรัมป์ และการปรับลดดอกเบี้ยไทย
สถานการณ์โลกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องต้นเดือนมีนาคม 2569 เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นโยบายการค้าที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็มีการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศ
วิกฤตตะวันออกกลางปะทุ: สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามเร่งด่วนของรัฐบาลเตหะราน และกล่าวหาว่าอิหร่านยังคงเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายงานว่ามีการโจมตีทั้งทางอากาศและทางทะเล ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าเป้าหมายหลายแห่งในพื้นที่ตอนใต้ของกรุงเตหะรานถูกโจมตี อิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงเตหะรานในช่วงกลางวัน โดยมีรายงานกลุ่มควันลอยขึ้นจากย่านใจกลางเมือง สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ทำให้อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการยิงขีปนาวุธที่ตรวจพบว่ามุ่งหน้าเข้าสู่อิสราเอล ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่และควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
สงครามภาษีการค้าของทรัมป์สร้างความปั่นป่วน
นโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลก โดยทรัมป์ยืนยันที่จะเดินหน้าปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% จากเดิม 10% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทันที และอาจมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ของเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดอากรขาเข้าภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มาตรการนี้สร้างความกังวลอย่างมากในยุโรป โดยเจ้าหน้าที่ยุโรปแสดงความกังวลว่าอาจกระทบข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และรัฐสภายุโรปได้ระงับการดำเนินการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปชั่วคราว ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงจากแรงกดดันดังกล่าว ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอคืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้วกว่า 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางคดีเรียกร้องมากกว่า 1,500 คดี
พิษภัย AI เขย่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ
นอกจากประเด็นการค้าแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจสร้างความปั่นป่วนให้หลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ดัชนีหลักอย่าง Dow Jones Industrial Average, Nasdaq Composite และ S&P 500 ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ความวิตกนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากงานวิจัยระบุว่า กระแส AI บูมอาจทำให้อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 10% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทั้งหุ้นซอฟต์แวร์และหุ้นการเงิน
แบงก์ชาติไทยลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในส่วนของประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันที การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับผู้ประกอบการ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด การลดดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทยในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญ
ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมมหันตภัยระยะยาว
นอกจากความท้าทายทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์แล้ว รายงาน Global Risks Report 2569 โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ยังส่งสัญญาณเตือนภัยถึง “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ ซึ่งถูกจัดเป็นมหันตภัยระยะยาวที่จะล้มล้างความมั่งคั่งของมนุษยชาติ รายงานจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เผยว่า ทั่วโลกมีการใช้เงินในกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติสูงกว่าการลงทุนเพื่อฟื้นฟูถึง 30 เท่า ซึ่งสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เศรษฐกิจไทยเองก็มีความเปราะบางสูง เนื่องจากภาคส่วนสำคัญอย่างเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังเสื่อมโทรม
โดยสรุป สถานการณ์ข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์โลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและท้าทาย ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ พร้อมกับการดำเนินนโยบายเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศต่อไป.



















