สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์และซีเอ็นบีซีระบุว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน รวมถึงในกรุงเตหะรานและเมืองอื่นๆ ซึ่งมีรายงานว่าอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น คูเวต บาห์เรน จอร์แดน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก
ผลจากความขัดแย้งที่บานปลายนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในวงกว้างอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่คิดเป็นสัดส่วน 20-30% ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซทั่วโลก สำนักข่าว Bloomberg และ Reuters รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการผ่านช่องแคบดังกล่าว ทำให้เจ้าของเรือบางรายระงับการเดินเรือชั่วคราว กลุ่ม OPEC+ กำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันมากกว่า 411,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคา ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในส่วนของปฏิกิริยาจากนานาชาติ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ได้ประณามการโจมตีอิหร่านว่า “ไม่สามารถยอมรับได้” และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและกลับสู่การเจรจาโดยทันที ขณะที่ซูดานได้ประณามการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน แต่กลับยกเว้นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกจากแถลงการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและนโยบายภาษี
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังจากตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ นโยบายการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% (จากเดิม 10%) ก็สร้างความกังวลให้กับตลาดหุ้นยุโรปอย่างมาก สหภาพยุโรปได้ชะลอกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนภาษีดังกล่าว
แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินของทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศอย่างจีน อินเดีย และบราซิล ได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีเฉลี่ยที่ลดลง แต่การประกาศใช้มาตรการภาษีแบบเหมารวม 15% ของทรัมป์ ก็ได้สร้างความไม่แน่นอนอีกครั้ง ประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ยังคงไม่มีความชัดเจนและคาดว่าจะเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ยืดเยื้อ
ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ที่ 3.3% โดยตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 4% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ยังคงซบเซาและเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ
เทคโนโลยี AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนและสร้างความปั่นป่วน
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นหัวข้อสำคัญที่สำนักข่าวชั้นนำรายงานอย่างต่อเนื่อง โดยถูกมองว่าเป็นทั้งแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและปัจจัยที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดแรงงาน CNBC รายงานว่าบริษัท Block ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Cash App และ Square ได้ประกาศลดพนักงานเกือบครึ่งหนึ่ง โดยอ้างถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ และอาจนำไปสู่การปรับลดขนาดทีมงานในอนาคต
ในด้านการลงทุน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta ได้ประกาศแผนการติดตั้งหน่วยประมวลผลของ Nvidia จำนวนหลายล้านตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell รุ่นปัจจุบันของ Nvidia อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียบางแห่งก็ได้รับผลกระทบจากแรงขายหุ้น Nvidia ที่ฉุดตลาดวอลล์สตรีทลง
ข่าวสารองค์กรที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ สำนักข่าวซีเอ็นบีซีเองก็อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญ โดยจะรวมการดำเนินงานด้านข่าวโทรทัศน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีการปรับลดตำแหน่งงานบางส่วน แต่ก็มีแผนที่จะเพิ่มตำแหน่งงานใหม่กว่า 40 ตำแหน่งในปีหน้า ขณะเดียวกัน Mary Powell ซีอีโอของ Sunrun ได้รับการยกย่องให้ติดอันดับ “CNBC Changemakers: Women Transforming Business 2026” จากบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการจัดเก็บพลังงานเป็นอันดับแรก


















