News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
50

สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: สถานการณ์โลกผันผวน ตะวันออกกลางเดือด ตลาดผวาเงินเฟ้อ-AI

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์โลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นร้อนแรงหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและตลาดหุ้น ไปจนถึงทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านความปลอดภัย

ตะวันออกกลางเดือดระอุ: สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉาก “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ชาวอิหร่านล้มล้างรัฐบาลของตน รายงานระบุว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งทางอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ความขัดแย้งที่ขยายวงนี้ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลถึงความไม่มั่นคงในภูมิภาคอย่างยิ่ง

ผลพวงจากความตึงเครียดดังกล่าว อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอื่นๆ จากตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลอย่างมากต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว โดยอยู่ที่ประมาณ 72.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่ออสเตรเลียกำลังประสานงานกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการลุกลามของความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

ตลาดการเงินโลกผันผวน: เงินเฟ้อพุ่งและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 521.28 จุด หรือ 1.05% ดัชนี S&P 500 ปรับลดลง 0.43% และ Nasdaq Composite ดิ่งลง 0.92% สาเหตุหลักมาจากการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมที่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น และความกังวลจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ในส่วนของนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% รายงานการประชุมของ Fed ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกในเช้าวันพุธ หลังจากความกังวลในตลาดโลกลดลงเล็กน้อย เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศบังคับใช้ภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาลในอัตรา 10% ตามที่ลงนามไว้ แทนที่จะเป็นอัตราสูงถึง 15% ตามที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ ดัชนี STOXX Europe 600 ปรับขึ้น 0.5% หลังเปิดตลาด ขณะที่ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ได้ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ

เทคโนโลยี AI ยังคงร้อนแรง ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านความปลอดภัย

ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท Anthropic PBC โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และการที่บริษัทปฏิเสธข้อเสนอของกระทรวงกลาโหมในการนำโมเดล AI ไปใช้

ในด้านการลงทุน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกกำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT ได้ระดมทุนรอบใหม่ได้ถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มูลค่าของบริษัทพุ่งสูงถึง 7.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี Amazon เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ด้วยเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน SpaceX มีแผนที่จะยื่นเอกสารจดทะเบียน IPO ในเดือนมีนาคมนี้ โดยตั้งเป้าที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางความคึกคักนี้ ก็ยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าการลงทุนจำนวนมากใน AI อาจไม่ให้ผลตอบแทนตามที่นักลงทุนคาดหวัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอนาคต

สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นใหม่ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในภาคเทคโนโลยี ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป.