ข่าวเด่นประจำวัน: รายงานล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
BIS เตือนภัย! กองทุนเฮดจ์ฟันด์ใช้เลเวอเรจสูงลิ่วในตลาดพันธบัตรรัฐบาล เสี่ยงกระทบเสถียรภาพการเงินโลก
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
สำนักข่าวทางการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันรายงานข่าวสำคัญที่สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินโลก โดยมีใจความหลักจากการที่ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) ซึ่งเปรียบเสมือนธนาคารกลางของธนาคารกลาง ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอัตราทด (Leverage) สูงมากในการลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาล.
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใน ‘Basis Trade’
รายงานข่าวระบุว่า ความกังวลของ BIS มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Basis Trade” ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ โดยกลยุทธ์นี้เป็นการทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่น้อยมากระหว่างการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เช่น ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ (US Treasuries) ในตลาดเงินสด และการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ของพันธบัตรเดียวกัน. เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า กองทุนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เลเวอเรจในอัตราที่สูงลิ่ว ซึ่งบางครั้งสูงถึง 56 ต่อ 1 ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ.
BIS ชี้ว่า การพึ่งพาเลเวอเรจที่สูงเช่นนี้ได้สร้างการเชื่อมโยงที่ซับซ้อนและเปราะบางระหว่างภาคการธนาคารและภาคการเงินนอกธนาคาร (Non-Bank Financial Intermediation – NBFI) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Shadow Banking”. หากเกิดความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดอัตราดอกเบี้ยหรือตลาดพันธบัตรโลก อาจนำไปสู่การบังคับขายสินทรัพย์ (Forced Selling) ในปริมาณมหาศาลเพื่อลดการขาดทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดพันธบัตรและอาจลุกลามไปยังระบบการเงินในวงกว้างได้.
บทเรียนจากวิกฤตปี 2020 และสถานการณ์ปัจจุบัน
Reuters เน้นย้ำว่า เหตุการณ์ในเดือนมีนาคม ปี 2020 ซึ่งเกิดความวุ่นวายในตลาดตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ จนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการ “Basis Trade”. ในช่วงเวลานั้น การคลายสถานะ (Unwinding) ของ Basis Trade ได้ทำให้เกิดแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อตลาดพันธบัตร. ปัจจุบัน ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้สร้างสถานะขายสุทธิ (Net Short Positions) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ สะสมไว้ในปริมาณสูงถึงประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าจับตาและบ่งชี้ถึงความเปราะบางที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง.
ขณะที่ CNBC รายงานมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกมีความไม่แน่นอน การใช้เลเวอเรจที่สูงในตลาดที่ถือเป็น “ปราการด่านสุดท้าย” (Risk-free asset) อย่างพันธบัตรรัฐบาล จึงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด.
BIS เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ Bloomberg เน้นย้ำคือ การเรียกร้องของผู้บริหารระดับสูงของ BIS ให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมความสามารถของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในการสร้างสถานะที่มีเลเวอเรจสูงในตลาดพันธบัตรรัฐบาล. BIS เสนอว่า ต้องมีการพิจารณาใช้เครื่องมือด้านนโยบายมหภาคเพื่อรักษาเสถียรภาพ (Macroprudential Policy Tools) เพื่อจัดการกับความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของภาคการเงินนอกธนาคาร.
คำเตือนนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การห้ามการซื้อขาย แต่เป็นการควบคุมการใช้เลเวอเรจในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของตลาดโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดพันธบัตรที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเงินโลก. การดำเนินการที่ล่าช้าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความผันผวนในตลาดการเงินจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ผ่านช่องทางของสภาพคล่องและต้นทุนการกู้ยืม.
โดยสรุป รายงานข่าวจากสำนักข่าวใหญ่ทั้งสามนี้ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนไปยังผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนทั่วโลก ให้ตระหนักถึง “ระเบิดเวลา” ที่ซ่อนอยู่ในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งอาจจุดชนวนวิกฤตสภาพคล่องครั้งใหม่ หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที.



















