สรุปข่าวประจำวัน: เกาะติดสถานการณ์โลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 | ผู้สื่อข่าว: ทีมข่าวเศรษฐกิจโลก
ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนครั้งใหม่ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” แต่ “เงินเฟ้อยังสูง” สร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ยุโรปรับแรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าและจีน
1. Bloomberg ชี้ “เงินเฟ้อฝังแน่น” กดดัน Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูง
Bloomberg รายงานการวิเคราะห์เชิงลึกว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้สร้างความสับสนให้กับตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีแนวโน้มจะแตะ 3.0% – 3.5% ภายในสิ้นปีนี้. แม้ว่าสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในปี 2568 แต่แรงกดดันด้านราคายังคงฝังแน่น ซึ่งทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก.
รายงานระบุว่า อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate มีแนวโน้มจะคงอยู่ในกรอบ 3.75% – 4.00% ไปจนถึงสิ้นปี 2568 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ในช่วงกลางปี. ความไม่แน่นอนนี้เกิดจากความกังวลว่า หาก Fed ลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง ในขณะที่การคงดอกเบี้ยสูงไว้นานเกินไปก็จะยิ่งฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว.
2. CNBC รายงานตลาดหุ้นผันผวนหนัก VIX พุ่งสูง
CNBC รายงานปฏิกิริยาของตลาดหุ้นทั่วโลกต่อความไม่แน่นอนของ Fed โดยดัชนีหลักในสหรัฐฯ แสดงความเคลื่อนไหวที่หลากหลาย (Mixed Reaction). ดัชนีความผันผวน (VIX Index) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของตลาด ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้เกิดการเพิ่ม ‘Risk Premium’ หรือเบี้ยประกันความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ.
กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ซึ่งมักมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ถูกเทขายอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะกระทบต่อมูลค่าในอนาคตของบริษัทเหล่านี้. นักวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า ตราบใดที่ Fed ยังไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ตลาดจะยังคงซื้อขายด้วยความผันผวนสูง และนักลงทุนจะยังคงเลือก ‘หนีไปสู่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพ’ (Flight to Quality) เพื่อลดความเสี่ยง.
3. Reuters เจาะลึกแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อยูโรโซน
Reuters มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป (Eurozone) ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงต้านจากปัจจัยภายนอกที่รุนแรงขึ้น รายงานระบุว่า แม้การเติบโตของ GDP ในยูโรโซนจะยังคงเป็นบวกเล็กน้อย แต่ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยคาดการณ์อยู่ที่ 1.2% ในปี 2568. อุปสรรคสำคัญคืออุปสงค์ภายนอกที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์.
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “China Shock 2.0” หรือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าจีนในตลาดโลก. แรงกดดันจากการแข่งขันนี้ ประกอบกับการที่สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการภาษีต่อประเทศคู่ค้าหลักของสหภาพยุโรป รวมถึงจีนและประเทศในอาเซียน ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของยุโรปอย่างหนัก. ผู้กำหนดนโยบายในยุโรปกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าและรักษาการเติบโต.
สรุปและแนวโน้ม
ภาพรวมจากสามสำนักข่าวชั้นนำแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลก ณ ปลายปี 2568 กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เปราะบาง. สหรัฐฯ กำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ลดลงช้ากว่าคาดท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ, ตลาดการเงินตอบสนองด้วยความผันผวนสูง, ขณะที่ยุโรปต้องรับมือกับความท้าทายด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์. นักลงทุนทั่วโลกจึงถูกเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังและปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงเป็นธีมหลักของตลาด.


















