News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
79






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ยังคงมีความผันผวน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น, และการตัดสินใจของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC+) ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดการเงินทั่วโลก

Bloomberg ชี้ Fed อาจลดดอกเบี้ย ธ.ค. 2025 หนุนเศรษฐกิจเติบโต

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง รวมถึง JPMorgan Chase & Co. เริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงภายในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ โดยการคาดการณ์ของ Bloomberg Economics สำหรับอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate (ขอบบน) ณ สิ้นปี 2025 อยู่ที่ 3.75%

นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงการคาดการณ์เชิงบวกจากคณะกรรมการตลาดกลางสหรัฐฯ (FOMC) สำหรับปี 2025 โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) จะเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ (2.5% เทียบกับ 2.0% ในเดือนกันยายน) และอัตราการว่างงาน ณ สิ้นปีจะลดลงเหลือ 4.3% การคาดการณ์การลดดอกเบี้ยนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดการเงินและเพิ่มความหวังให้กับนักลงทุนทั่วโลก

CNBC เตือนตลาดผันผวนจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำ “Long Stock”

ในขณะเดียวกัน CNBC ได้นำเสนอการวิเคราะห์ถึงปฏิกิริยาของตลาดโลกต่อข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยรายงานว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้สร้างความกังวลให้กับตลาดและทำให้นักลงทุนเกิดความไม่สบายใจมากขึ้น ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการขึ้นภาษีศุลกากร (tariffs) ที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเงินที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของตลาดหุ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนบางรายยังคงมีมุมมองเชิงบวก ตัวอย่างเช่น หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนระดับโลกของ Goldman Sachs Private Wealth ได้เข้าร่วมการวิเคราะห์ของ CNBC และแนะนำให้นักลงทุน “Long U.S. stock market” (ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว) แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันในหมู่นักวิเคราะห์ต่อความแข็งแกร่งของตลาดสหรัฐฯ

Reuters เผย OPEC+ คงนโยบายการผลิต และราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจาก Fed

ในส่วนของตลาดพลังงาน Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ได้ทรงตัวในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 หลังจากที่กลุ่ม OPEC+ ได้ส่งสัญญาณถึงการปรับเพิ่มผลผลิตเล็กน้อยในเดือนธันวาคม ก่อนจะหยุดพักการเพิ่มผลผลิตในช่วงต้นปี 2026 การตัดสินใจของ OPEC+ ในการคงนโยบายการผลิตโดยรวมสำหรับปีถัดไปนี้ มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดและสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันที่ยังคงแข็งแกร่ง

นอกจากปัจจัยด้านอุปทานแล้ว ตลาดน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนธันวาคม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมักจะกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การคาดการณ์เรื่องการลดดอกเบี้ยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดการลดลงของราคาน้ำมันดิบ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากปัจจัยอื่น ๆ ก็ตาม

บทสรุป: ความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจโลก

โดยสรุป รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างนโยบายการเงินของสหรัฐฯ, ภาวะเงินเฟ้อ, และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ตามรายงานของ Bloomberg ได้ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาดและช่วยพยุงราคาน้ำมันดังที่ Reuters รายงาน ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดตามการวิเคราะห์ของ CNBC ยังคงเป็นความท้าทายที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้น

นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจึงต้องติดตามการตัดสินใจและข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม.

จำนวนคำ: 546 คำ