ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก หลัง Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด

0
34






ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก หลัง Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด


ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก หลัง Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด

ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่สภาวะผันผวนครั้งใหญ่ (Market Volatility) ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของปี โดยส่งสัญญาณที่ “เข้มงวดกว่าที่คาด” (Hawkish Tilt) เกี่ยวกับแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า [Bloomberg, CNBC, Reuters]. รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ต่างพาดหัวถึงปฏิกิริยาของตลาดที่แสดงความผิดหวังต่อการคาดการณ์จำนวนครั้งของการลดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าที่นักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินไว้.

ปฏิกิริยาตลาดหุ้นสหรัฐฯ: แรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยี (CNBC Focus)

CNBC รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ ทั้ง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงแรกของการซื้อขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent Seven) ที่ถูกเทขายออกมาอย่างหนักเนื่องจากความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าในอนาคตของบริษัทเหล่านี้. ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลดลงกว่า 300 จุดก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดที่ระดับทรงตัว เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนยังคงมองว่าการลดดอกเบี้ยแม้จะช้าลง แต่ก็ยังคงเป็นทิศทางหลักของ Fed . นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า ตลาดได้ตอบสนองต่อ “Dot Plot” หรือแผนภาพแสดงการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการ Fed ที่แสดงให้เห็นว่าจะมีเพียง 2 ครั้งของการลดดอกเบี้ยในปีหน้า เทียบกับที่ตลาดเคยคาดหวังไว้ที่ 3-4 ครั้ง.

การเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ (Bloomberg Focus)

ทางด้านตลาดตราสารหนี้ Bloomberg เน้นย้ำถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ยระยะสั้นมากที่สุด. อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังว่าต้นทุนการกู้ยืมจะยังคงสูงอยู่. นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากนโยบายที่เข้มงวดของ Fed ทำให้นักลงทุนมองว่าดอลลาร์ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดใจในการถือครอง. รายงานของ Bloomberg ยังรวมถึงการวิเคราะห์เชิงลึกที่ระบุว่า ความผันผวนนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่าง “ความคาดหวังของตลาด” กับ “ความเป็นจริงของ Fed” .

ผลกระทบต่อตลาดโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Reuters Focus)

Reuters รายงานถึงผลกระทบที่แผ่ขยายไปสู่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียที่ดัชนีตลาดหุ้นหลักปรับตัวลดลงตามวอลล์สตรีท. ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการด้วยการติดลบ ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่า ECB จะดำเนินนโยบายที่แตกต่างจาก Fed หรือไม่ .

ในส่วนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ราคาน้ำมันดิบโลก (Crude Oil) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ. Reuters ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความกังวลว่าการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงของ Fed จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและลดอุปสงค์ (Demand) ในการใช้น้ำมัน . การเคลื่อนไหวนี้ตรงกันข้ามกับช่วงก่อนหน้าที่มีแรงหนุนจากความกังวลด้านอุปทาน (Supply) แต่ความกลัวภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เข้ามาครอบงำตลาดในที่สุด.

บทสรุปจากนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การตัดสินใจของ Fed ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการ “ยึดติดกับข้อมูล” (Data-Dependent) และการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง. ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง (Market Volatility) เช่นนี้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยระยะยาว (Long-Term Factors) และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจตามอารมณ์ตลาดระยะสั้น .

ขณะที่ CNBC สรุปว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงของการปรับตัวครั้งใหม่ ซึ่งอาจกินเวลาไปจนถึงต้นปีหน้า จนกว่าจะมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ชัดเจนพอจะเปลี่ยนมุมมองของ Fed ได้. การติดตามข่าวสารจากสำนักข่าวหลักทั้งสามแห่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์ตลาดโลกอย่างรอบด้าน.

อ้างอิงข้อมูลและแนวโน้มจากรายงานของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters