ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณ “หยุดลดดอกเบี้ย” ชั่วคราว ฉุดตลาดหุ้นเอเชีย-ค่าเงินบาทผันผวน

0
117






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณ “หยุดลดดอกเบี้ย” ชั่วคราว ฉุดตลาดหุ้นเอเชีย-ค่าเงินบาทผันผวน


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณ “หยุดลดดอกเบี้ย” ชั่วคราว ฉุดตลาดหุ้นเอเชีย-ค่าเงินบาทผันผวน

รายงานข่าวจาก สำนักข่าวบลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์ รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะ “หยุดพัก” การพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายชั่วคราว หลังจากที่ได้ดำเนินการปรับลดมาแล้วหลายครั้งในช่วงปี 2568 โดยระบุถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดเงินในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เงินเฟ้อสหรัฐฯ “เหนียวแน่น” เกินคาดการณ์

รายงานของ Bloomberg ระบุว่า ข้อมูลล่าสุดของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ออกมาอยู่ที่ 3.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แม้จะลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงอยู่เหนือระดับเป้าหมาย 2.0% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ตัดสินใจชะลอการดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยออกไป
แหล่งข่าวจาก CNBC เสริมว่า นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า “แม้เราจะเห็นความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ข้อมูลที่เข้ามาในช่วงปลายปีนี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาในบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคบริการ ยังคงเหนียวแน่น เราจึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและคงท่าทีที่เข้มงวดไว้ชั่วคราว เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน” การส่งสัญญาณนี้ทำให้นักลงทุนที่เคยคาดหวังการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2569 ต้องปรับแผนการลงทุนครั้งใหญ่

ตลาดหุ้นเอเชียและ SET Index ตอบรับเชิงลบ

ผลจากท่าทีที่เข้มงวดขึ้นของ Fed ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกและการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ รายงานจาก Reuters ระบุว่า ดัชนีหลักในเอเชียแปซิฟิก เช่น Nikkei 225 ของญี่ปุ่น และ Hang Seng ของฮ่องกง ต่างปรับตัวลงมากกว่า 1.5% ในการซื้อขายเมื่อวานนี้
สำหรับตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index ก็ได้รับผลกระทบจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน โดยดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,295.10 จุด ปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้าประมาณ 1.1% ซึ่งเป็นการลดลงที่ค่อนข้างรุนแรงเมื่อเทียบกับระดับที่เคยฟื้นตัวขึ้นไปในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 1,309 จุด) หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยต่างได้รับแรงกดดันอย่างหนัก
“การที่ Fed หยุดลดดอกเบี้ยหมายความว่า ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะทำให้ความน่าดึงดูดของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่อย่างไทยลดลงชั่วคราว” นักวิเคราะห์จาก Bloomberg กล่าว

ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทันทีที่ตลาดเปิด

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท (THB) รายงานจาก Reuters ชี้ว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นทันทีเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในเอเชีย เนื่องจากความคาดหวังที่ว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และภูมิภาคนี้จะยังคงกว้างอยู่
ค่าเงินบาทไทยปรับตัวอ่อนค่าลง โดยเคลื่อนไหวไปที่ระดับประมาณ 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าของการซื้อขาย ซึ่งเป็นการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วหลังการประกาศของ Fed แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีท่าทีที่ค่อนข้างผ่อนคลาย (dovish) ต่อการขึ้นดอกเบี้ยในประเทศ แต่แรงกดดันจากเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ให้ความเห็นว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อาจยังคงผันผวนและมีแนวโน้มอ่อนค่าลง หาก Fed ยืดระยะเวลาการคงดอกเบี้ยระดับสูงออกไปนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายเคยคาดการณ์ไว้ว่าค่าเงินบาทอาจไปถึง 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ภายในสิ้นปี 2568 หากมีการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้การคาดการณ์ดังกล่าวต้องถูกทบทวนใหม่

จับตาการตอบสนองของรัฐบาลและ ธปท.

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่รายงานโดยสำนักข่าวชั้นนำทั้งสามแห่งนี้ ภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยต่างจับตาดูการตอบสนองของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการออกมาตรการใดเพื่อประคับประคองตลาดทุน และดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าและภาระหนี้ต่างประเทศมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกและอัตราการเติบโตที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร
นักวิเคราะห์แนะนำว่า ในช่วงนี้ นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยเน้นไปที่หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีรายได้ที่เชื่อมโยงกับการบริโภคภายในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จนกว่าตลาดจะซึมซับข่าวการ “หยุดพัก” ของ Fed ได้อย่างสมบูรณ์ และมีสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในอนาคต