อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณ ‘Dovish’ ดันตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง
รายงานข่าวโดย: ทีมข่าวการเงินโลก (รวบรวมข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, Reuters) | วันที่ 15 ธันวาคม 2568
วอชิงตัน ดี.ซี. – ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับอย่างคึกคัก หลังจากการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ เฟด) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม แต่ส่งสัญญาณที่ “เชิงอ่อนโยน” (Dovish) อย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งแตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ต่างประโคมข่าวนี้เป็นหัวข้อหลัก โดยชี้ว่าท่าทีดังกล่าวของเฟดได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ให้กับนักลงทุนทั่วโลก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณแห่งความหวัง
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือการเปิดเผย “Dot Plot” หรือแผนภาพจุดแสดงการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย (อัตราดอกเบี้ย) อย่างน้อย 3 ครั้งในปี 2569 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผ่อนคลาย (Dovish) มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (เงินเฟ้อ) ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเฟดเริ่มพิจารณาถึงความเสี่ยงที่การคุมเข้มนโยบายการเงินที่ยาวนานเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
ตลาดหุ้นและค่าเงินตอบสนองอย่างไร
ข้อมูลตลาดสำคัญ (หลังการประกาศ)
ดัชนี S&P 500: พุ่งขึ้น 2.1% ทำสถิติสูงสุดใหม่
ดัชนี Nasdaq Composite: ปรับเพิ่ม 2.8% นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่
ดัชนี Nikkei 225 (ญี่ปุ่น): เปิดตลาดเช้าด้วยการปรับขึ้น 1.5%
ดัชนี SET (ไทย): ปิดบวก 1.2% ท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ: อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก
ทันทีที่ข่าวการประชุมของเฟดเผยแพร่ออกไป ตลาดหุ้น (ตลาดหุ้น) ในวอลล์สตรีทก็ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ถึงการยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างเป็นทางการ
CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้าวันนี้ก็ได้รับอานิสงส์เต็มที่ ดัชนีหลักในภูมิภาคต่างปรับตัวขึ้น นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ส่วนตลาดหุ้นไทยก็มีการซื้อขายที่คึกคัก โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนต่างชาติ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังส่งผลให้สกุลเงินในเอเชียแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะเงินบาท ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าของประเทศ
มุมมองจาก Reuters: ท่าทีที่เปลี่ยนไป
Reuters ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเฟดจาก “เชิงแข็งกร้าว” (Hawkish) ที่เน้นการต่อสู้กับเงินเฟ้ออย่างดุดัน มาเป็น “เชิงอ่อนโยน” (Dovish) ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานมากขึ้น เป็นการสะท้อนถึงข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อได้เข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟดแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีการเตือนว่า ตลาดอาจคาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เร็วกว่าที่เฟดตั้งใจไว้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนได้หากข้อมูลเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีหน้ายังคงแข็งแกร่งกว่าที่คาด
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบปีสำหรับนโยบายการเงินโลก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรการเติบโตทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก การจับตาดูถ้อยแถลงของธนาคารกลางอื่นๆ ในยุโรปและเอเชียในช่วงสัปดาห์นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินว่าพวกเขาจะดำเนินรอยตามการส่งสัญญาณ Dovish ของเฟดหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการควบคุมเงินเฟ้อ (เงินเฟ้อ) และการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ.















