ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกพุ่งรับสัญญาณ “เฟด” ลดดอกเบี้ย
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ส่งสัญญาณหรือเริ่มดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งได้จุดประกายความเชื่อมั่นและการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเอเชีย ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
CNBC: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่ รับข่าวดีจากเฟด
CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตัวด้วยระดับที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points (bps) หรือส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับลดในรอบถัดไป. ดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และ Nasdaq ต่างปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ (Record Highs) โดยมีแรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นว่าต้นทุนการกู้ยืมจะลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลกำไรของบริษัท.
นอกจากนี้ ดัชนี Dow Jones Industrial Average ยังพุ่งขึ้นเกือบ 500 จุด ในวันเดียว หลังจากการส่งสัญญาณเชิงบวกจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed. นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ชี้ว่า ตลาดกำลังตอบรับกับความคาดหวังที่ว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคของการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ซึ่งจะกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้อง. ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนจากเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME ที่บ่งชี้ถึงโอกาสสูงของการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปในเดือนธันวาคม.
Bloomberg: ดอลลาร์อ่อนค่าลง 8% ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก
ด้าน Bloomberg ได้นำเสนอการวิเคราะห์ในเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ โดยเน้นย้ำถึงการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างชัดเจน. รายงานระบุว่า ค่าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงประมาณ 8% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลกในช่วงหลัง. สาเหตุหลักมาจากการที่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ แคบลง (Narrowing Rate Differentials) เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มปรับนโยบายตาม Fed.
Bloomberg ชี้ว่า การที่ Fed เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามไปด้วย. การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย ประกอบกับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในต่างประเทศ เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้นักลงทุนมองหาผลตอบแทนในตลาดที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการถือครองเงินดอลลาร์. การวิเคราะห์ของ Bloomberg ยังเตือนว่า แม้ตลาดจะตอบรับเชิงบวก แต่การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินครั้งใหญ่ยังคงสร้างความผันผวนในตลาดตราสารหนี้โลก ซึ่งนักลงทุนควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด.
Reuters: ตลาดเอเชียปิดเดือนด้วยความหวัง
สำหรับ Reuters ซึ่งเน้นรายงานข่าวสารที่เชื่อมโยงกับตลาดทั่วโลกและเอเชียโดยเฉพาะ รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียสามารถปิดเดือนพฤศจิกายนด้วยความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น. หลังจากเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากตลอดเดือน ตลาดหุ้นในภูมิภาคได้รับแรงหนุนจากความหวังที่ฟื้นคืนมาเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น.
การตัดสินใจของ Fed ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่สูงเกินไปในตลาดเอเชีย. นักลงทุนในเอเชียมองว่าการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินท้องถิ่นและลดต้นทุนการกู้ยืมเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลดีต่อการไหลเข้าของเงินทุนและการลงทุนในภูมิภาค. รายงานของ Reuters ยังมีการกล่าวถึงความกังวลที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เคยเตือนไว้ก่อนหน้า เกี่ยวกับการใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไปของ Hedge Fund ในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง แม้ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม.
สรุปภาพรวม
โดยสรุปแล้ว รายงานจากสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ทางการเงินโลก โดยมีนโยบายของ Fed เป็นตัวกำหนดทิศทาง. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ (CNBC), ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ (Bloomberg), และตลาดเอเชียได้รับอานิสงส์เชิงบวกจนสามารถปิดเดือนด้วยความหวัง (Reuters). เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังตอบรับต่อสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และคาดการณ์ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2569.
อ้างอิง:


















