ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยาน ดาวโจนส์ทำสถิติ 50,000 จุด รับกระแส AI ฟีเวอร์
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
วอชิงตัน ดี.ซี. – ตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวนแต่แข็งแกร่ง โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ของสหรัฐฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการปิดเหนือระดับ 50,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 ก.พ. 2569) ท่ามกลางกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีสัญญาณความกังวลเรื่องฟองสบู่และการชะลอตัวของตลาดแรงงานก็ตาม รายงานข่าวจากสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ในหลากหลายมิติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ครั้งนี้
อัปเดตจาก Bloomberg: การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและหุ้น AI ตัวขับเคลื่อนหลัก
Bloomberg ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญทางเทคนิคของการที่ดัชนีดาวโจนส์สามารถทะลุหลัก 50,000 จุดได้สำเร็จ โดยระบุว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของบริษัท Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปชั้นนำ ที่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 8% ในวันเดียว. นอกจากนี้ หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น Caterpillar ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้าง ก็ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 7% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจ.
อย่างไรก็ตาม รายงานของ Bloomberg ยังชี้ให้เห็นถึงความผันผวนที่มาพร้อมกับกระแส AI โดยมีการระบุถึงการเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ (5 ก.พ. 2569) หลังจากบริษัท Anthropic PBC ได้เปิดตัวเครื่องมือ AI อัตโนมัติแบบใหม่ที่ให้บริการฟรี ซึ่งสร้างความกังวลต่อรายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์ดั้งเดิม. สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า แม้ AI จะเป็น “กระแสน้ำที่ยกเรือทุกลำ” แต่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่เช่นกัน.
อัปเดตจาก CNBC: เสียงสะท้อนจากนักลงทุนและความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่ AI”
CNBC ในฐานะผู้รายงานข่าวการเงินและตลาดหุ้น ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ที่มุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกของนักลงทุน (Investor Sentiment) และการถกเถียงเรื่องความยั่งยืนของการปรับตัวขึ้นของตลาด. รายการ “The Exchange” ของ CNBC ได้มีการหารืออย่างเข้มข้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเกิด “ฟองสบู่ในตลาดหุ้นปัญญาประดิษฐ์” (AI Market Bubble) โดยที่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วในปัจจุบันมีความสมเหตุสมผลหรือไม่.
รายงานระบุว่า แม้การทะยานขึ้นของตลาดจะน่าประทับใจ แต่นักลงทุนยังคงมีความกังวลอย่างต่อเนื่องต่อมูลค่า (Valuation) ที่สูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าที่จะถึงจุด 50,000 จุด หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ได้ถูกแรงเทขายอย่างหนักอันเนื่องมาจากความกังวลดังกล่าว. CNBC สรุปว่า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงอยู่ที่ความหวังในการเติบโตของ AI และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตลาดสามารถฟื้นตัวและทำสถิติใหม่ได้ในที่สุด.
อัปเดตจาก Reuters: มุมมองเศรษฐกิจมหภาคและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ
Reuters ซึ่งเป็นสำนักข่าวระดับโลก ได้ให้ความสำคัญกับบริบททางเศรษฐกิจมหภาคและผลกระทบต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed). รายงานของ Reuters อ้างถึงความเห็นของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาซานฟรานซิสโก, แมรี เดลี (Mary Daly) ที่กล่าวถึง “ความเปราะบางของตลาดแรงงาน” (labor market vulnerabilities) แม้ว่าตลาดหุ้นจะแข็งแกร่ง.
เดลีระบุว่า ตลาดแรงงานกำลังอยู่ในช่วง “มีเสถียรภาพ” (stabilizing) และมีช่องว่าง (room) สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หากอัตราเงินเฟ้อสามารถลดลงมาใกล้เป้าหมาย 2% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ได้. อย่างไรก็ตาม การจ้างงานที่เปิดรับได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าห้าปี และการเรียกร้องค่าชดเชยการว่างงานรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศ ยังเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ Fed จะต้องนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับความร้อนแรงของตลาดหุ้น. Reuters ชี้ว่า การที่ดัชนีดาวโจนส์พุ่งสูงถึง 50,000 จุด อาจสร้างแรงกดดันให้ Fed ต้องระมัดระวังในการสื่อสารนโยบาย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “ฟองสบู่” ที่เกิดจากความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยมากเกินไป.
โดยสรุป การทำสถิติใหม่ของดัชนีดาวโจนส์ที่ 50,000 จุด ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดีของนักลงทุนต่อพลังของ AI อย่างไรก็ตาม รายงานจากสามสำนักข่าวใหญ่แสดงให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี ความกังวลเรื่องมูลค่าที่สูงเกินไป และการตัดสินใจที่ซับซ้อนของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับอัตราเงินเฟ้อ.



















