ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา “เฟด” และความตึงเครียดทางการค้า
วอชิงตัน/นิวยอร์ก — สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงแนวโน้มสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาดการเงินทั่วโลก โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) และความผันผวนจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
แรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ: การคาดการณ์การลดดอกเบี้ย
รายงานจากทั้งสามสำนักข่าวชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังตอบสนองอย่างรุนแรงต่อข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ เช่น S&P และ Nasdaq พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นระยะ. นักลงทุนและเทรดเดอร์ในวอลล์สตรีทกำลังเดิมพันว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนผลกำไรของบริษัทอเมริกันต่อไปได้.
อย่างไรก็ตาม รายงานของ Reuters ระบุว่า ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่เผยแพร่ออกมายังคงเป็นความท้าทายต่อการคาดการณ์ที่ว่า Fed จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ชี้ถึงการชะลอตัวของเงินเฟ้ออย่างชัดเจนตามที่ตลาดคาดหวัง. ผู้เชี่ยวชาญบางรายเชื่อว่า การที่เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยลง 50 Basis Point ได้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าการลดลง 0.25% ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า.
ในขณะที่ตลาดมีความผันผวนและบางช่วง “สะดุด” ในการพยายามทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของ Fed นั้น ผู้ว่าการ Fed บางรายได้ออกมาให้ความเห็นผ่าน Bloomberg ว่า พวกเขายังคงต้องใช้ความอดทนในการประเมินผลกระทบที่แท้จริงของมาตรการภาษีต่อเศรษฐกิจ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่. การเติบโตของ GDP สหรัฐฯ เองก็เริ่มชะลอตัวลง โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ Fed ต้องนำมาพิจารณาประกอบกับความกังวลเรื่องหนี้และเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่.
ความตึงเครียดทางการค้า: ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
นอกเหนือจากนโยบายการเงินของ Fed แล้ว ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ถูกจับตามองโดย Bloomberg และ Reuters. การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ข้อจำกัดทางการค้าและมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ ใช้ต่อสินค้านำเข้าจากจีนได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง.
มาตรการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการส่งออกแร่หายากของจีน หรือการกำหนดภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องพิจารณาปรับโครงสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก (Global Supply Chain Network) ของตนเพื่อรับมือกับความเสี่ยง. CNBC มักมีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้มุมมองเกี่ยวกับการปกป้องเงินทุนของลูกค้าในช่วงที่ตลาดเผชิญกับภาวะ “Doom Loop” หรือวัฏจักรขาลงที่เลวร้าย ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งทางการค้านี้.
แนวโน้มเศรษฐกิจโลก: การเติบโตที่แตกต่าง
โดยรวมแล้ว บทวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics และ Reuters Consensus ชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ตลาดทุนระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed International Equity Markets) และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ก็มีผลประกอบการที่แซงหน้าตลาดสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค.
นักวิเคราะห์ทั่วโลกเห็นพ้องว่า การตัดสินใจของ Fed ในการรับมือกับเงินเฟ้อที่ยังคงสูง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในช่วงปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ้างอิง:



















