ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารโลกเตือน “ประเทศกำลังพัฒนา” เผชิญวิกฤตหนี้รุนแรงสุดในรอบกว่า 50 ปี

0
78






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: วิกฤตหนี้โลกกำลังพัฒนา


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารโลกเตือน “ประเทศกำลังพัฒนา” เผชิญวิกฤตหนี้รุนแรงสุดในรอบกว่า 50 ปี

ธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกคำเตือนที่น่ากังวล โดยระบุว่าประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ภาระหนี้ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ เนื่องจากต้นทุนการชำระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการไหลออกของเงินทุน และแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในระดับโลก ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

ช่องว่างทางการเงินที่ถ่างกว้าง: ตัวเลข 7.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รายงานพิเศษที่รวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายสำนักข่าวการเงินระดับโลก อาทิ Reuters, Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตนี้ โดยเฉพาะตัวเลขที่น่าตกใจจากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่าช่องว่างระหว่างต้นทุนการชำระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา กับปริมาณเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้าสู่ประเทศเหล่านั้น ได้ขยายตัวจนทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

ในช่วงปี 2565 ถึง 2566 (2022-2023) ช่องว่างนี้มีมูลค่ารวมสูงถึง 7.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศเหล่านี้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมาก ตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ “ความเครียดทางการเงิน” (Financial Stress) อย่างรุนแรง

แรงกดดันต่อเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

แม้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกหลายแห่งจะแสดงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น แต่รายงานก็เน้นย้ำว่าภูมิภาคนี้ยังคง “ไม่อยู่ในภาวะที่ปลอดภัย” จากความเสี่ยงด้านหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกบางประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงคือ:

  1. การกระจายตลาดส่งออก: ความจำเป็นในการกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
  2. การระดมทุนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การที่ประเทศต่างๆ ต้องใช้ทรัพยากรทางการเงินจำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  3. หนี้สินภาครัฐท้องถิ่น: ในหลายประเทศ เช่น กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีความจำเป็นต้องมีนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้นอกงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นให้เป็นหนี้ในงบประมาณที่มีต้นทุนต่ำลง รวมถึงการเติมเงินทุนสำรองให้กับธนาคารของรัฐขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยง

สัญญาณตลาดและการปรับตัว

ท่ามกลางคำเตือนเรื่องหนี้สินนี้ ตลาดการเงินโลกยังคงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและตลาดหุ้น CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นได้มีการฟื้นตัวขึ้นในบางช่วง ในขณะที่ Bitcoin ก็มีการดีดตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม Bloomberg ระบุว่าดัชนีหุ้นเอเชียบางแห่งยังคงมีความผันผวน และนักลงทุนยังคงจับตาดูผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Nvidia ที่กำลังจะประกาศ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญจาก Bloomberg และ Reuters เน้นย้ำว่า ความผันผวนของตลาดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงมีอยู่ และความเครียดทางการเงินในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เงินทุนไหลออกจากประเทศเหล่านั้น (Capital Flight)

การเรียกร้องให้มีการดำเนินการระดับโลก

ธนาคารโลกได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนในระดับนานาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สินนี้ โดยเฉพาะการเพิ่มความโปร่งใสในโครงสร้างการกู้ยืมและให้กู้ยืมระหว่างประเทศ และการหาทางลดภาระต้นทุนหนี้เพื่อปลดปล่อยทรัพยากรทางการเงินให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

คำเตือนจากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการปรับนโยบายเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว.

อ้างอิง: รายงานนี้รวบรวมและสรุปจากข้อมูลของสำนักข่าว Reuters, Bloomberg, และ CNBC