อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: รายงานพิเศษจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters
กรุงเทพฯ: 2 ธันวาคม 2568 – รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินโลกที่สำคัญจากสำนักข่าวชั้นนำ
(2 ธ.ค. 2568) การเริ่มต้นเดือนธันวาคมของตลาดการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน โดยนักลงทุนต่างจับตาการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปีนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับปรับตัวลงสวนทางกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในตลาดสหรัฐฯ รายงานพิเศษนี้ได้รวบรวมประเด็นสำคัญจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการชาวไทย
Bloomberg ชี้ Fed จ่อลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 แม้เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานถึงการคาดการณ์ที่เข้มข้นเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่สามติดต่อกันในปีนี้ แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ จะยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่ยังคงสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นไปตามวัฏจักรของการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินที่เริ่มต้นขึ้นแล้วในปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความเห็นของกรรมการ Fed ยังคงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนระหว่างผู้ที่ต้องการให้ผ่อนคลายอย่างระมัดระวัง และผู้ที่ต้องการเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเร็วขึ้นในปี 2569
สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจของ Fed มีผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หาก Fed ลดดอกเบี้ยจริง อาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น
Reuters รายงานราคาน้ำมันดิ่ง แม้ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
สำนักข่าว Reuters รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดที่ระดับ 59.17 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงประมาณ 0.25% จากวันก่อนหน้า และลดลงกว่า 3.08% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า การปรับตัวลงของราคาดังกล่าวเกิดขึ้นสวนทางกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งตามปกติจะส่งผลให้ตลาดน้ำมันตื่นตระหนกและราคาพุ่งสูงขึ้น แต่เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในตลาดโลก และการเติบโตของอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงในบางประเทศ ได้กลายเป็นปัจจัยที่กดดันราคามากกว่า
นักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย Reuters คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยตลอดปี 2569 อาจอยู่ที่ระดับประมาณ 64.65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนถึงอุปสงค์ที่เติบโตอย่างมั่นคงแต่ถูกถ่วงดุลด้วยกำลังการผลิตที่ยังคงสูง สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การที่ราคาน้ำมันลดลงถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนได้
CNBC จับตาหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ นำโดย Apple และ Amazon หลังเน้น AI
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นจุดสนใจหลักของนักลงทุน โดยเฉพาะหุ้นอย่าง Apple, Amazon และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
รายการ “Final Trades” ของ CNBC ได้เน้นย้ำถึงความเคลื่อนไหวของหุ้น Amazon ที่กำลังจะจัดงานประชุมใหญ่ด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) ที่ลาสเวกัสในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังทุ่มเททรัพยากรอย่างหนักเพื่อครองความเป็นผู้นำในเทคโนโลยี AI ที่เป็นเทรนด์ขับเคลื่อนตลาดในระยะยาว
นอกจากนี้ CNBC ยังรายงานด้วยว่า แม้ตลาดจะมีความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และประเด็นเรื่องกำแพงภาษี แต่การคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังคงถือครองหุ้นเหล่านี้เพื่อหวังผลกำไรในช่วงปลายปี 2568 ความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ มีผลโดยตรงต่อกองทุนรวมและพอร์ตการลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
โดยสรุป ข่าวสารจากสามสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกในเดือนธันวาคม 2568 ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยสำคัญสามด้าน ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed, ความเสี่ยงด้านพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์ และการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี


















