สรุปข่าวเด่นประจำวัน: รายงานล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวเศรษฐกิจโลก
วอชิงตัน ดี.ซี. / นครนิวยอร์ก / ลอนดอน – ตลาดการเงินโลกยังคงให้ความสนใจกับพัฒนาการสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของเอเชีย รวมถึงการแข่งขันอันดุเดือดในตลาดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้สรุปประเด็นหลักที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาในสัปดาห์นี้
I. Bloomberg: การคาดการณ์ “Fed Rate Cut” และสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ตลาดกำลังจับตาการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 อย่างใกล้ชิด โดยมีการคาดการณ์จากตลาดล่วงหน้าว่ามีความเป็นไปได้ถึง 80% ที่ Fed จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้ง การคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ Fed ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 25 จุดพื้นฐานในการประชุมเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายอยู่ในช่วง 3.75%-4.00%
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs Research ชี้ว่า การคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ มีสาเหตุหลักมาจากตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดภาวะข้อมูลทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก (data blackout) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อและการจ้างงานที่ชัดเจนของเจ้าหน้าที่ Fed นักลงทุนจึงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดสกุลเงินและพันธบัตรที่อาจเกิดขึ้นทันทีหลังการประกาศผลการประชุม
II. Reuters: สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และผลกระทบต่อการส่งออกในเอเชีย
Reuters รายงานถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภายใต้การรุกทางการค้าครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าในเอเชีย โดยพบว่าตัวเลขการส่งออกของจีนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน
ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้กำหนดภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ยสูงถึง 47.5% ครอบคลุมสินค้าจีนทั้งหมด 100% ในขณะที่จีนก็ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เฉลี่ยที่ 31.9% สงครามภาษีนี้ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ลดลงเกือบ 20% ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 แม้ว่าสหรัฐฯ จะได้ยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ผลไม้เมืองร้อน และเครื่องเทศ แต่ภาพรวมความตึงเครียดทางการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและภาคการส่งออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
III. CNBC: การต่อสู้ในตลาด AI และอนาคตของหุ้นเทคโนโลยี
CNBC นำเสนอข่าวจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีท โดยเน้นไปที่การแข่งขันในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด แม้ว่าหุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia (NVDA) จะเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาในบางช่วง แต่บริษัทยังคงได้รับการจัดอันดับเป็น “Buy” จากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่
รายงานระบุว่า Nvidia ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาด AI ไว้ได้อย่างไม่มีใครเทียบ ด้วยผลประกอบการที่เป็นสถิติใหม่และการขนส่งชิป Blackwell GPU จำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดก็เริ่มเข้มข้นขึ้น โดยมีรายงานว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น Alphabet กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทและแย่งชิงส่วนแบ่งการใช้จ่ายด้าน AI จาก Nvidia นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางรายยังมองว่าราคาหุ้นของ Nvidia ในปัจจุบันถือว่า “ถูกในเชิงประวัติศาสตร์” (historically cheap) เมื่อเทียบกับศักยภาพในระยะยาว แต่ก็มีการประเมินว่าส่วนแบ่งตลาด AI บางส่วนเริ่มมีการโยกย้ายไปยังคู่แข่ง เช่น Broadcom สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาด AI จะยังคงเติบโตอย่างร้อนแรง แต่การแข่งขันเพื่อครองส่วนแบ่งตลาดจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สรุป: รายงานข่าวจากสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของตลาดโลกที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากความผันผวนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่กระทบภาคการผลิต และการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางเศรษฐกิจต่อไป


















