ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: วิเคราะห์ทิศทางราคาน้ำมันโลกปี 2568 ท่ามกลางเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน
เผยแพร่เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2568
สรุปประเด็นสำคัญ: สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่สอดคล้องกันว่า ตลาดน้ำมันดิบในปี 2568 จะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง โดยมีปัจจัยหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจมหภาคโลก และนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
รายงานข่าวล่าสุดจากสามสำนักข่าวการเงินระดับโลกได้เน้นย้ำถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) และ Brent ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของตลาดโลก บทวิเคราะห์ระบุว่า แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคา แต่แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการปรับลดการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมัน ทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันในปีหน้ามีความท้าทายมากยิ่งขึ้น
Bloomberg: มุมมองเศรษฐกิจมหภาคและนโยบาย Fed
Bloomberg รายงานว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อราคาน้ำมันในปี 2568 คือสภาวะเศรษฐกิจมหภาคโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed). นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Bank of America (BofA) คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI อาจมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 86 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2568 แต่การคาดการณ์ดังกล่าวยังคงขึ้นอยู่กับทิศทางของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก. หาก Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ซึ่งอาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดความต้องการใช้น้ำมันลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
นอกจากนี้ Bloomberg ยังชี้ให้เห็นว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันอุปสงค์น้ำมันโดยรวม. การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันในจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงอย่างมากในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำหรับตลาดพลังงานทั่วโลก
CNBC: ความรู้สึกของนักลงทุนและผลกระทบจากการตัดสินใจของ OPEC+
CNBC ได้เน้นย้ำถึงความรู้สึกของนักลงทุนในตลาดที่กำลังจับตาดูสัญญาณจากเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed อย่างใกล้ชิด โดยรายงานว่า การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงิน ซึ่งรวมถึงตลาดน้ำมันด้วย. ความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนพิจารณาถึงความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
บทวิเคราะห์ของ CNBC ยังระบุถึงประสิทธิภาพของมาตรการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก J.P. Morgan Research ที่ระบุว่า การตอบสนองของราคาต่อการลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง. จากที่เคยส่งผลให้ราคาสูงขึ้น 10 ดอลลาร์ฯ ในปี 2566 คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 8 ดอลลาร์ฯ ในปี 2567 และอาจเหลือเพียง 4 ดอลลาร์ฯ ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มซึมซับและปรับตัวเข้ากับการจัดการอุปทานของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่มากขึ้น
Reuters: การวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานเชิงลึก
Reuters ได้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานในเชิงลึก โดยชี้ว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยที่สนับสนุนราคาอยู่บ้าง แต่การชะลอตัวของความต้องการบริโภคน้ำมันในประเทศเศรษฐกิจหลักกำลังสร้างแรงกดดัน. นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงผลกระทบของการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตามปกติจะทำให้ราคาน้ำมันที่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์ฯ มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของราคาน้ำมันได้.
สำหรับประเทศไทยนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ (SCB EIC) ได้เคยระบุถึงการพิจารณาข้อมูลจาก Bloomberg และ CNBC ในการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก. การคาดการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศและอัตราเงินเฟ้อของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าราคาน้ำมันที่ลดลงเคยเป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา
สรุปแนวโน้มและข้อควรระวัง
โดยสรุปแล้ว บทวิเคราะห์จากทั้งสามสำนักข่าวชั้นนำชี้ให้เห็นว่า ราคาน้ำมันโลกในปี 2568 จะขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างสองแรงผลักดันหลัก: แรงกดดันด้านลบจากเศรษฐกิจมหภาคโลกที่ชะลอตัวและนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Fed และ แรงสนับสนุนด้านบวกจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินการลดกำลังการผลิตของ OPEC+ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรเฝ้าระวังการตัดสินใจของ Fed และตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจไทยต่อไป



















