ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดคงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณลดเร็วขึ้น ตลาดโลกขานรับคึกคัก

0
67






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดคงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณลดเร็วขึ้น ตลาดโลกขานรับคึกคัก


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดคงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณลดเร็วขึ้น ตลาดโลกขานรับคึกคัก

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปี 2569 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณ “Dovish Pivot”

รายงานข่าวจาก Bloomberg และ Reuters ระบุว่า การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% – 5.50% ในการประชุมเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น เป็นไปตามมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการ FOMC. อย่างไรก็ตาม จุดที่สร้างความประหลาดใจและกระตุ้นตลาดมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในเอกสารสรุปคาดการณ์เศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections – SEP) หรือที่เรียกว่า “Dot Plot” ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มจำนวนครั้งของการลดดอกเบี้ยที่คาดการณ์ไว้ในปี 2569 จากเดิม 3 ครั้ง เป็น 4 ครั้ง โดยมีเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงสู่ระดับ 4.00% – 4.25% ภายในสิ้นปีหน้า.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้บรรเทาลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการหลัก การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันเป็นกลไกที่เหมาะสมที่สุดในขณะที่เรากำลังพิจารณาการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง”. นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า การใช้ถ้อยคำที่เน้นย้ำถึงความสำเร็จในการควบคุมเงินเฟ้อและลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นการยืนยันถึงการ “Dovish Pivot” หรือการเปลี่ยนท่าทีที่ผ่อนคลายลงอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางสหรัฐฯ.

ตลาดหุ้นทั่วโลกขานรับอย่างคึกคัก

ผลจากการส่งสัญญาณเชิงบวกนี้ ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับทันทีในเชิงบวก โดยดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ทะยานขึ้นกว่า 1.8% ภายในวันเดียว และดัชนี Nasdaq Composite ที่ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) พุ่งขึ้นกว่า 2.5% เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและผลกำไรของบริษัทต่าง ๆ ในปี 2569. ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วถึง 15 Basis Points (bp) สู่ระดับต่ำกว่า 4.0% เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน.

สถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน โดยดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปิดบวก 1.5% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มการเงินที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง. ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ แคบลง.

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย

สำหรับตลาดเอเชียและประเทศไทยนั้น การส่งสัญญาณของเฟดนับเป็นปัจจัยบวกอย่างยิ่ง รายงานจาก Reuters ระบุว่า การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ช่วยลดแรงกดดันต่อสกุลเงินในภูมิภาค โดยค่าเงินบาทของไทยปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแตะระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบสามเดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ. การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนนำเข้าและช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย (SET Index) แม้จะมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนในช่วงต้น แต่ก็ปิดบวกตามทิศทางตลาดโลก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่คาดว่าจะกลับมาคึกคักมากขึ้นในปีหน้า เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ และหันมาแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย.

บทวิเคราะห์และแนวโน้มปี 2569

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ซึ่งถูกอ้างถึงโดย Bloomberg ชี้ว่า “การส่งสัญญาณของเฟดในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่า วงจรการขึ้นดอกเบี้ยได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างแท้จริง และเรากำลังเข้าสู่ช่วงของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ตลาดกำลังตอบรับต่อโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุการลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) ได้สำเร็จ”. พวกเขายังคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นจะยังคงทำผลงานได้ดีต่อเนื่องในปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดดอกเบี้ยและการเติบโตของกำไรบริษัท.

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Reuters ได้เตือนว่า แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของอัตราเงินเฟ้อในภาคบริการที่อาจยังคงเหนียวแน่น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้หากจำเป็น. นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569.

อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters และบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ