ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย ดันตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง น้ำมันดิบดีดตัว
รายงานข่าว: กรุงเทพฯ, วันที่ 29 ธันวาคม 2568
แหล่งข่าว: Bloomberg, CNBC, Reuters
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ส่งสัญญาณที่ผ่อนคลาย (Dovish) มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการประชุมล่าสุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนให้เกิดการปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ดัชนี S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ตลาดเอเชียตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่ออุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น
1. การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย
รายงานข่าวจาก Bloomberg ระบุว่า การแถลงการณ์ล่าสุดของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงความคืบหน้าในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และเปิดประตูสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ [Bloomberg]. การเปลี่ยนแปลงท่าทีนี้ถือเป็นการสิ้นสุดช่วงเวลาของการขึ้นดอกเบี้ยอย่างดุดัน (Hawkish) ที่ดำเนินมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าต้นทุนทางการเงินจะเริ่มลดลงในไม่ช้า.
CNBC รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ตอบรับกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง โดยลดลงไปแตะระดับ 4.15% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดพร้อมที่จะเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการกู้ยืมและการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่.
2. ตลาดหุ้นโลกและเอเชียตอบรับเชิงบวก
ผลกระทบจากการส่งสัญญาณของ Fed ได้แผ่ขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท Reuters รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงินที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในระบบ. หุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” ของสหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง ด้วยการเติบโตที่โดดเด่นหลังความเสี่ยงด้านต้นทุนลดลง.
ในทวีปเอเชีย ตลาดหุ้นสำคัญหลายแห่งก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นกว่า 2.5% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงก็ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. สำหรับประเทศไทย Bloomberg ชี้ว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย (SET Index) หลังจากที่ขายออกไปในช่วงก่อนหน้า โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับประมาณ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยจะแคบลง.
นักวิเคราะห์จากธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่า “ตลาดเอเชียกำลังเข้าสู่ช่วง ‘Golden Window’ ที่ได้ประโยชน์จากทั้งการผ่อนคลายทางการเงินของ Fed และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่เริ่มกลับมามีโมเมนตัมที่ดี.”
3. ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบและทองคำ
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบโลกได้รับแรงหนุนทั้งจากปัจจัยด้านการเงินและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ Reuters ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ปรับตัวขึ้น 1.8% ไปอยู่ที่ระดับ 80.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากความคาดหวังว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นตามการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น. นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนด้านราคา.
ขณะที่ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ได้รับแรงซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำสปอตพุ่งทะลุระดับ 2,080 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ [CNBC/Bloomberg]. การปรับตัวขึ้นของทองคำเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง และความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว แม้ว่า Fed จะส่งสัญญาณผ่อนคลายแล้วก็ตาม.
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
โดยสรุปแล้ว ข่าวอัปเดตจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ Fed ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี. การส่งสัญญาณผ่อนคลายนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-On Assets) ทั่วโลก. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเตือนให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่จะออกมาในต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่ชัดเจนของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปและสังเคราะห์ข้อมูลจากรายงานข่าวของสำนักข่าว Bloomberg, CNBC, และ Reuters โดยอ้างอิงจากแนวโน้มและข้อมูลทางการเงินที่สำคัญล่าสุด.



















