ข่าวอัพเดท: BIS เตือนความเสี่ยง “เลเวอเรจ” กองทุนเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรโลก สั่นคลอนเสถียรภาพการเงิน

0
105






ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: BIS เตือนความเสี่ยง “เลเวอเรจ” กองทุนเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรโลก


รายงานพิเศษ: สรุปข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก Bloomberg, CNBC และ Reuters

ข่าวอัพเดท: BIS เตือนความเสี่ยง “เลเวอเรจ” กองทุนเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรโลก สั่นคลอนเสถียรภาพการเงิน

ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) องค์กรที่เปรียบเสมือน ‘ธนาคารกลางของธนาคารกลาง’ ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น จากการที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ใช้กลยุทธ์ที่มีการใช้เลเวอเรจ (Leverage) ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่และวิเคราะห์อย่างเข้มข้นโดยสำนักข่าวการเงินชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters

BIS ชี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์คือ “ช่องโหว่” ใหม่ของระบบการเงิน (อ้างอิง Reuters และ Bloomberg)

รายงานของ BIS เน้นย้ำว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank Financial Intermediation – NBFI) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Shadow Banking’ ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ ต่อเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เข้ามากระทำการซื้อขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณมหาศาลผ่านการกู้ยืมเงิน (Leverage) ในอัตราที่สูงมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว (Fire Sale) และความผันผวนของตลาดอย่างรุนแรง หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กองทุนเหล่านี้ต้องลดสถานะการลงทุนอย่างฉับพลัน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของ BIS ว่า ความกังวลหลักอยู่ที่กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Basis Trade” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและมีการใช้เลเวอเรจสูงมาก โดยกองทุนจะแสวงหาผลกำไรจากส่วนต่างราคาที่เล็กน้อยระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในรูปแบบต่าง ๆ แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำในภาวะปกติ แต่เมื่อตลาดเกิดความตึงเครียด อัตราส่วนเลเวอเรจที่สูงลิ่วจะขยายความเสียหายให้รุนแรงขึ้นอย่างทวีคูณ จนอาจกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดโดยรวม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตสภาพคล่องของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เมื่อปี 2020

CNBC เน้นย้ำ อัตราส่วนเลเวอเรจสูงถึง 56 ต่อ 1 ในตลาด Treasury

ด้าน CNBC ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาของตลาดและนักลงทุน ได้รายงานตัวเลขที่น่าตกใจ โดยอ้างอิงการวิเคราะห์ของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ว่า สำหรับตลาดหลักทรัพย์ Treasury (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ) กองทุนเฮดจ์ฟันด์บางแห่งมีการใช้เลเวอเรจโดยรวมสูงถึง 56 ต่อ 1 (56-to-1 aggregate leverage ratio) ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า หากราคาพันธบัตรขยับเพียงเล็กน้อยในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ กองทุนเหล่านี้อาจเผชิญกับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) ในทันที ซึ่งจะบังคับให้ต้องขายสินทรัพย์ออกไปอย่างเร่งด่วนเพื่อระดมเงินสด

รายงานดังกล่าวสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่หนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์อาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น และอาจทำให้เกิดความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรมาตรฐานของยุโรป (EU government bond markets) ด้วยเช่นกัน

Bloomberg ชี้ นโยบายกำกับดูแลที่เข้มงวดคือทางออก

Bloomberg ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ค้าและนักวิเคราะห์ตลาด ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบทางนโยบาย โดยระบุว่า คำเตือนของ BIS สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลภาคส่วน NBFI โดยเฉพาะกองทุนเฮดจ์ฟันด์

ผู้บริหารระดับสูงของ BIS ได้เรียกร้องให้ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและพิจารณามาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้เลเวอเรจที่มากเกินไป มาตรการที่เป็นไปได้อาจรวมถึงการกำหนดข้อจำกัดด้านเงินกองทุน (Capital Requirements) และการเพิ่มความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลการซื้อขายของกองทุนเฮดจ์ฟันด์

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำว่า แม้ตลาดจะดูสงบในบางช่วงเวลา แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังคงดำรงอยู่และกำลังขยายตัวอยู่ในมุมมืดของระบบการเงินโลก รายงานร่วมกันจากสามสำนักข่าวใหญ่จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกไม่ควรมองข้าม และคาดว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นหัวข้อหลักในการประชุมของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลในไตรมาสถัดไป

ข้อมูลอ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters, Bank for International Settlements (BIS), Congress.gov, European Central Bank (ECB)