ข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: วอลล์สตรีทผันผวนหนัก นักลงทุนกังวล “ฟองสบู่ AI” และแรงกดดันเงินเฟ้อ

0
67






ข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


ข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: วอลล์สตรีทผันผวนหนัก นักลงทุนกังวล “ฟองสบู่ AI” และแรงกดดันเงินเฟ้อ

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดทำการในแดนลบอย่างรุนแรง โดยดัชนีหลักทั้งสามดัชนีปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากสองปัจจัยสำคัญ คือ ความเสี่ยงที่อาจเกิด “ฟองสบู่” ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสัญญาณเงินเฟ้อที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น

รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ได้รับแรงกดดันอย่างหนัก โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.11% และดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบสำคัญ ร่วงลงถึง 1.63% ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow) ลดลง 0.51% การปรับตัวลงครั้งนี้สะท้อนถึงการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของนักลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งถูกมองว่ามีราคาที่สูงเกินพื้นฐานไปมากแล้ว

แรงเทขายหุ้นเทคฯ: ความกังวล “ฟองสบู่ AI”

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะ “ฟองสบู่ AI” ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Broadcom และ Oracle มีรายงานถึงความกดดันด้านอัตรากำไร (margin pressures) และความไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท AI หลายแห่งนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับผลกำไรที่คาดว่าจะได้รับในระยะยาว ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนออกจากภาคเทคโนโลยีไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีเสถียรภาพมากกว่า

การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างความคล้ายคลึงกับช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ในอดีต ซึ่งนักวิเคราะห์จากหลายสำนักเตือนว่า ตลาดอาจเข้าสู่ช่วงของการปรับฐานครั้งใหญ่ หากผลประกอบการที่แท้จริงไม่สามารถตามทันความคาดหวังที่สูงลิ่วของตลาดได้

เงินเฟ้อสหรัฐฯ และพันธบัตรที่พุ่งสูง

อีกปัจจัยที่เข้ามากระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดคือ สัญญาณเงินเฟ้อที่ยังคงสร้างความกังวลอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา รายงานเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออย่างน้อยก็ต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป

ผลจากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบ ‘Hawkish’ (เข้มงวด) ของ Fed ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury yields) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เพราะต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้นและทำให้การประเมินมูลค่าในอนาคตลดลง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและการดำเนินนโยบายของ ธปท.

ความผันผวนในตลาดการเงินโลกและสัญญาณเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยด้วย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความผันผวนในตลาดการเงิน และการชะลอตัวของการค้าและการลงทุนอันเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก หาก Fed ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป จะส่งผลให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เพื่อกลับไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในสหรัฐฯ (Flight to Safety) ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยได้

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงยืนยันว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับตัวลดลง และเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงมีเสถียรภาพ แม้ว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพและเพื่อจัดการกับปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่การดำเนินนโยบายในระยะต่อไปจะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้นนี้อย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

— รายงานข่าวรวบรวมและวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูล Bloomberg, CNBC, และ Reuters.