รายงานด่วนจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: ตลาดโลกผันผวนหลัง ‘เฟด’ คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณผ่อนคลาย พร้อมจับตาผลประกอบการ ‘หุ้นเทค’ พุ่งแรง
กรุงเทพฯ – 7 กุมภาพันธ์ 2569
(รายงานพิเศษ) – ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่สภาวะผันผวนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสองปัจจัยหลัก: การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานข่าวจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำ ชี้ให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างความคาดหวังของตลาดกับทิศทางนโยบายการเงินที่แท้จริง พร้อมเน้นย้ำว่าภาคเทคโนโลยียังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
นโยบายการเงินของ ‘เฟด’: คงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% แต่ตลาดมองต่าง
ตามรายงานของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ไว้ที่ระดับ 3.50% ถึง 3.75% ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ทำให้ตลาดเกิดความสับสนคือการส่งสัญญาณที่แตกต่างกันระหว่าง Fed กับความคาดหวังของนักลงทุน ระบุว่า Fed ยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งภายในปี 2569 ซึ่งเป็นมุมมองที่ระมัดระวัง ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ (Fixed Income Markets) และนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งภายในปีเดียวกัน โดยคาดว่าการปรับลดครั้งแรกจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี ความไม่สอดคล้องกันนี้ทำให้เกิดความผันผวนในอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yields) และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนทั่วโลกทันที
แรงกระเพื่อมในตลาดโลก: หุ้นเอเชียรับสัญญาณผ่อนคลาย
ด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลก รายงานว่า ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทปิดตัวแบบผสมผสาน โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวลงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเนื่องจากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ตลาดในเอเชียแปซิฟิกในช่วงเช้าวันนี้กลับตอบสนองในเชิงบวกต่อสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายในอนาคต แม้จะมีความล่าช้าก็ตาม โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และดัชนี SET ของไทย ต่างปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค
ชี้ว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) มากขึ้น โดยราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงแต่มีแนวโน้มลดลงในอนาคต จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
ผลประกอบการ ‘หุ้นเทค’ พุ่งทะยาน: AI คือเครื่องยนต์หลัก
ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินยังคงเป็นเงาตามตัว ภาคเทคโนโลยีกลับเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดอย่างชัดเจน รายงานว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายหนึ่งของสหรัฐฯ ที่เป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลาวด์คอมพิวติ้ง ได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่พุ่งทะลุความคาดหมายของตลาด ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) และรายได้รวมสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ถึง 15% โดยมีปัจจัยหลักมาจากความต้องการชิปประมวลผล AI และบริการคลาวด์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
รายงานของ ระบุว่า การเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเดียว แต่เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมที่กำลังเข้าสู่ยุค “AI-Driven Growth” ซึ่งเป็นแรงหนุนที่แข็งแกร่งและเป็นอิสระจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาคบางส่วน ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวพุ่งขึ้นกว่า 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ (After-Hours Trading) และฉุดให้หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวขึ้นตามกันไปทั่วโลก
สรุปและมุมมองไปข้างหน้า
นักวิเคราะห์จากทั้งสามสำนักข่าว เห็นพ้องต้องกันว่า ตลาดโลกยังคงอยู่ในช่วงของการปรับสมดุล โดยความท้าทายหลักคือการจับตาดูความเร็วและจังหวะเวลาของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของค่าเงินและกระแสเงินทุนโลก ในขณะเดียวกัน การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดโดยรวม
การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินที่ระมัดระวังและการเติบโตของภาคเอกชนที่ก้าวกระโดด ทำให้ปี 2569 เป็นปีที่ตลาดการเงินเต็มไปด้วยโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด



















