รายงานพิเศษ: สรุปสถานการณ์ตลาดโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยปี 2026 พร้อมจับตาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีน
วันที่ 29 ธันวาคม 2568
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงสองปัจจัยหลักที่กำลังขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปีและมีผลต่อเนื่องถึงปี 2569 คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ความคืบหน้าของความสัมพันธ์ทางการค้าสหรัฐฯ-จีน โดยนักลงทุนทั่วโลกกำลังประเมินสัญญาณเชิงบวกจากการลดดอกเบี้ย ควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนจากข้อตกลงทางการค้าที่ยังขาดรายละเอียด
ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปี 2569: คาดการณ์การปรับลดครั้งใหญ่
ข้อมูลการวิเคราะห์จากสถาบันการเงินและผู้เชี่ยวชาญที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อชั้นนำอย่าง Bloomberg และ Reuters ระบุว่า มีแนวโน้มสูงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569. ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 3.50% ถึง 3.75% แต่มีการคาดการณ์ว่า Fed อาจจะปรับลดลงมาใกล้ระดับ 3% ภายในสิ้นปี.
โดยส่วนใหญ่ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569. การเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามความพยายามของ Fed ในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุถึงความเห็นที่แตกต่างกัน โดยการคาดการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เองนั้นยังคงระมัดระวังและมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้.
ในมุมมองของนักลงทุนกลุ่มเฮดจ์ฟันด์บางส่วน (Hedge Fund) ที่ให้สัมภาษณ์กับ Investing.com กลับมองว่า ตลาดกำลังประเมินระดับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 ต่ำกว่าความเป็นจริง. ขณะที่ Goldman Sachs ซึ่งเป็นหนึ่งในวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นถึง 2.6% ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการลดภาระภาษี การลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้า และที่สำคัญคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed. แนวโน้มเชิงบวกนี้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรเริ่มมีการเคลื่อนไหว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ได้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มประเมินมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ยสำหรับปีหน้า.
ความสัมพันธ์ทางการค้าสหรัฐฯ-จีน: ข้อตกลง “พักรบ” ที่ยังขาดรายละเอียด
อีกประเด็นสำคัญที่ CNBC และ Reuters ให้ความสนใจคือ ความคืบหน้าของความสัมพันธ์ทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานระบุว่ามีการบรรลุ “กรอบการทำงาน” (framework) สำหรับข้อตกลงทางการค้า หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury Secretary) และรองนายกรัฐมนตรีจีน (Chinese Vice Premier) ได้มีการเจรจากัน. การประกาศดังกล่าวถูกตีความว่าเป็น “การพักรบทางการค้า” (trade truce) ครั้งใหม่.
อย่างไรก็ตาม ตลาดโลกกลับแสดงความระมัดระวังในการตอบรับต่อข่าวดังกล่าว โดย CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างไม่แน่นอน เนื่องจากยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมจากกรอบข้อตกลงที่ประกาศออกมา. นอกจากนี้ ภาคการขนส่งสินค้า (Shipping Sector) ยังแสดงความกังขาว่า การพักรบทางการค้าครั้งล่าสุดนี้จะสามารถพลิกฟื้นปริมาณการนำเข้าที่ลดลงได้จริงหรือไม่.
นักวิเคราะห์จากหน่วยงานที่ติดตามความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยลบภายในเศรษฐกิจจีนเอง ซึ่งรวมถึงความซบเซาของตลาดการเงิน มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ และการเติบโตของค่าจ้างที่อ่อนแอ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน. ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบจากความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกในภูมิภาค
สรุปสำหรับนักลงทุน
โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวจากสำนักข่าวระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ในช่วงปลายปี 2568 ได้วาดภาพของตลาดการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังเชิงบวกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ Fed ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโต. แต่ในขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสองขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดตลอดปีหน้า


















