อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบที่สาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรง เงินบาทแข็งค่า
(News update from Bloomberg, CNBC, Reuters)
เผยแพร่: 29 ธันวาคม 2568
กรุงเทพฯ — รายงานข่าวจากสำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันเผยแพร่รายงานฉบับสำคัญเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามติดต่อกันในปีนี้ และส่งผลให้มีการปรับลดรวมทั้งสิ้น 75 จุดพื้นฐาน (0.75%) ตลอดปี 2568 การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนตัวลงกับการจัดการข้อกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่บ้าง
ตลาดวอลล์สตรีทตอบรับเชิงบวก
ภายหลังการประกาศมติของเฟด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แสดงปฏิกิริยาตอบรับในเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยรายงานจาก Reuters และ CNBC ชี้ว่า ดัชนีหลักทรัพย์สำคัญหลายตัวปิดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันต่อมา การปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับท่าทีของประธานเฟดที่สื่อถึงความยืดหยุ่นทางนโยบาย ได้ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุน
ในขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ก็มีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury Yields) ปรับตัวลดลง และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นผลมาจากการที่นักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีความน่าดึงดูดน้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
มุมมองนักวิเคราะห์: คาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้ความเห็นผ่าน Bloomberg และ CNBC ต่างประเมินว่าการตัดสินใจของเฟดครั้งนี้เป็นไปตามความคาดหมายของตลาด อย่างไรก็ตาม จุดสนใจหลักได้เปลี่ยนไปอยู่ที่ทิศทางนโยบายในปีถัดไป ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2-3 ครั้งในปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน และตลาดแรงงานมีสัญญาณของการชะลอตัว
นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุผ่าน Bloomberg ว่า “การปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดมีความกังวลต่อความเสี่ยงด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในขณะนี้” การปรับลดครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้าง ‘กันชน’ ทางนโยบาย (Policy Buffer) เพื่อรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อาจเลวร้ายลง
ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย: เงินบาทแข็งค่า-SET Index ขยับขึ้น
สำหรับประเทศไทย การเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ค่าเงินบาท: รายงานจาก Reuters และสื่อท้องถิ่นระบุว่า ค่าเงินบาท (THB) แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าใกล้ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบหลายเดือน แรงหนุนสำคัญมาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่มองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และการเก็งกำไรจากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด
- ตลาดหุ้นไทย: ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินบางส่วนยังคงเผชิญกับแรงกดดัน เนื่องจากความคาดหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามมาอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
นักวิเคราะห์จากสถาบันหลักทรัพย์ในไทยให้ความเห็นว่า แม้การลดดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นผลดีต่อ Sentiment ของตลาดโลก แต่การส่งผ่านผลประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยของ ธปท. ไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นไปอย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
โดยสรุป การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามในปี 2568 ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรลดลง สำหรับตลาดการเงินไทย การตัดสินใจดังกล่าวได้หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และเพิ่มความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ ธปท. ในอนาคตอันใกล้
ข้อมูลอ้างอิงและวิเคราะห์จากรายงานของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters ณ วันที่ 10-29 ธันวาคม 2568


















