สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกเข้าสู่โหมด “Risk-Off” – เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหนัก

0
88






สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกเข้าสู่โหมด “Risk-Off” – เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหนัก


สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกเข้าสู่โหมด “Risk-Off” – เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหนัก

สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาสู่ภาวะ “Risk-Off” อย่างชัดเจนในเดือนธันวาคม 2568 โดยนักลงทุนทั่วโลกต่างเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้กำไรที่สะสมมาตลอดเดือนพฤศจิกายนถูกลบเลือนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปิดเผย.

ตลาดการเงินโลกผันผวน: แรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภาษี

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลให้กับตลาดโลกคือความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้า (Tariff Policy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ประเทศเม็กซิโกได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดตีความว่าอาจเป็นการเพิ่มความหวังในการแก้ไขปัญหาภาษีเหล็กกล้ากับสหรัฐฯ ในระยะถัดไป. อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับยิ่งเพิ่มความกังวลว่า สงครามการค้าโลกจะทวีความรุนแรงขึ้น หากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารชุดใหม่มีความเข้มงวดมากขึ้น.

บรรยากาศที่นักลงทุน “ระมัดระวังความเสี่ยง” (Risk-Off) นี้เห็นได้จากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พยายามดิ้นรนเพื่อสร้างโมเมนตัมก่อนการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในบางช่วง ซึ่งสะท้อนถึงการโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย.

เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทก: GDP โตต่ำ-สูญรายได้มหาศาล

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและแรงกดดันจากนโยบายการค้าโลกได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP โลกจะชะลอตัวลงในปี 2568 และ 2569.

รายงานข่าวในประเทศสอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยระบุว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 2.2% ซึ่งสูงขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์เดิมที่ 2.1% ในช่วงต้นปี. แต่ตัวเลขนี้ยังถือว่าอ่อนแอเมื่อเทียบกับศักยภาพ.

คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้รายงานถึงความสูญเสียรายได้ในเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว อยู่ระหว่าง 20,000 ล้านบาท ถึง 30,000 ล้านบาท (คิดเป็น 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP) ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย รวมถึงปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Overcapacity) ของจีนที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศ.

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจประเมินว่า การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับอัตราการเติบโตที่อ่อนแอเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ท้าทายมากขึ้น. แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมองเห็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูง แต่ความไม่แน่นอนด้านภาษีและการค้ายังคงเป็นปัจจัยถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก.

ภาพรวมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจและการค้าแล้ว สำนักข่าวต่างๆ ยังรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์โลกอื่น ๆ เช่น การเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงดำเนินต่อไป. ขณะเดียวกัน ข่าวเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ก็ได้รับความสนใจ โดยมีการรายงานถึงยา GLP-1 (กลุ่มยาควบคุมน้ำหนัก) รุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อชั้นนำหลายสำนักให้ความสำคัญ.

โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า เดือนธันวาคม 2568 เป็นช่วงที่ตลาดโลกเต็มไปด้วยความระมัดระวัง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความกังวลด้านนโยบายการค้าโลก ซึ่งความผันผวนนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง.

(เนื้อหาข่าวนี้สังเคราะห์จากรายงานของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters โดยอ้างอิงข้อมูลเศรษฐกิจ ณ เดือนธันวาคม 2568)