สรุปข่าวเด่นรอบโลก: การเงิน, ตลาดหุ้น, และนโยบายการเงิน จาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
70






สรุปข่าวเด่นรอบโลก: การเงิน, ตลาดหุ้น, และนโยบายการเงิน จาก Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเด่นรอบโลก: การเงิน, ตลาดหุ้น, และนโยบายการเงิน
จาก Bloomberg, CNBC, Reuters

Bloomberg/CNBC/Reuters: รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลกในช่วงปลายปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงภาวะตลาดที่มีความผันผวนและรอคอยความชัดเจนด้านนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในรอบปี ซึ่งมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนทั่วโลกในปี 2569 ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการด้วยผลลัพธ์ที่ผสมผสานกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: เทคโนโลยีนำขึ้น แต่ความกังวลยังคงอยู่

CNBC และ Bloomberg รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการด้วยการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ดัชนี S&P 500 สามารถขยับขึ้นได้เล็กน้อยที่ +0.15% ปิดที่ระดับ 5,250 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มการเงินที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กลับปรับตัวลดลง -0.30% ปิดที่ 17,500 จุด เนื่องจากมีการทำกำไร (Profit Taking) ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางตัวที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดปี

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า นักลงทุนยังคงแสดงความระมัดระวัง แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่จะยังคงแข็งแกร่ง แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง และความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นได้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในปี 2569

Reuters รายงานถึงผลการประชุมนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ที่ 5.25% – 5.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

แถลงการณ์ของ Fed ระบุว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่ทำให้ตลาดตอบรับในเชิงบวกคือการที่ Fed ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนมากขึ้น ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 2-3 ครั้งในปี 2569 โดยเงื่อนไขหลักคือตัวเลขดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ต้องชะลอตัวลงมาอยู่ในระดับ 2.5% หรือต่ำกว่าอย่างยั่งยืน

นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ให้ความเห็นผ่าน Reuters ว่า การส่งสัญญาณของ Fed ในครั้งนี้เป็นการปรับสมดุลระหว่างการต่อสู้กับเงินเฟ้อและการประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดพันธบัตรปรับตัวขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-Year Treasury Yield) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.15% ซึ่งสะท้อนความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยในปีหน้า

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียด

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Bloomberg รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบโลกมีการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) พุ่งขึ้นกว่า 2.5% แตะระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล การพุ่งขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากรายงานข่าวความตึงเครียดครั้งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญ

นอกจากนี้ การประชุมของกลุ่ม OPEC+ ที่ล่าสุดยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปอีกในปีหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อน้ำมันในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ด้านราคาทองคำ ซึ่งมักถูกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ เนื่องจากถูกถ่วงดุลด้วยการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่ยังไม่ชัดเจนในระยะสั้น

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย

นักวิเคราะห์ตลาดจาก CNBC Asia ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังในช่วงท้ายปี โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ที่คาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มโรงแรมและค้าปลีก อาจได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ในอนาคต

สรุปโดยรวม สถานการณ์ตลาดการเงินโลก ณ สิ้นปี 2568 ยังคงเป็นช่วงแห่งการประเมินความเสี่ยงและโอกาส โดยมีจุดสนใจอยู่ที่การปรับตัวของนโยบายการเงินของ Fed และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนเข้าสู่ปีใหม่