สรุปข่าวเด่นระดับโลก: การตัดสินใจของ Fed, ตลาดหุ้นเอเชีย, และความตึงเครียดทางการค้า

0
90






สรุปข่าวเด่นระดับโลก: การตัดสินใจของ Fed, ตลาดหุ้นเอเชีย, และความตึงเครียดทางการค้า – รายงานจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


อ้างอิงจากรายงานข่าว: “News update from Bloomberg, CNBC, Reuters”

สรุปข่าวเด่นระดับโลก: การตัดสินใจของ Fed, ตลาดหุ้นเอเชีย, และความตึงเครียดทางการค้า

สรุปภาพรวม: ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับเชิงบวกต่อการแถลงการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ส่งสัญญาณ “ลดดอกเบี้ย” ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่าดัชนีตลาดหุ้นสำคัญพุ่งขึ้นทันที ขณะที่ CNBC เน้นย้ำถึงความผันผวนของราคาน้ำมันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และ Reuters รายงานความคืบหน้าของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง

Fed คงดอกเบี้ย แต่เปิดประตูสู่การผ่อนคลายนโยบาย (Bloomberg)

รายงานล่าสุดจาก Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% – 5.50% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์หลังการประชุมได้ปรับโทนเป็น “ผ่อนคลาย” (Dovish) มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดการณ์ (Dot Plot) ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่มองเห็นโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 75 จุดพื้นฐานในปี 2569

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่ชัดเจนในการควบคุมเงินเฟ้อ และเราใกล้ถึงจุดที่นโยบายการเงินไม่จำเป็นต้องเข้มงวดอีกต่อไป” สัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดบวกกว่า 450 จุด และตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่ายุคของดอกเบี้ยสูงใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว

ตลาดเอเชียตอบรับเชิงบวก: SET Index ทะยาน, ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น (CNBC)

CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับอานิสงส์จากความชัดเจนของนโยบาย Fed โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 1.5% แตะระดับ 1,420 จุดในช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้ นำโดยกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานที่ฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย

ในส่วนของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค่าเงินบาทไทย (THB) แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/THB) โดยเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 34.85 บาทต่อดอลลาร์ จากเดิมที่เคยอ่อนค่าทะลุระดับ 35.00 บาทก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า การไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ (Fund Flow) มีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างประเทศไทย

ความตึงเครียดทางการค้าโลก: ภัยคุกคามใหม่ต่อการส่งออกไทย (Reuters)

แม้จะมีข่าวดีจาก Fed แต่รายงานจาก Reuters ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรกับจีน รายงานระบุว่า รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กและอลูมิเนียมจากจีนเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางการค้า

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบหลักคือความเสี่ยงที่สินค้าไทยอาจถูก “เปลี่ยนเส้นทาง” (Trade Diversion) ผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบย้อนหลังที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโตของภาคการส่งออกไทยในปี 2569

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินไทยให้ความเห็นผ่าน Reuters ว่า แม้รัฐบาลจะพยายามใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เพื่อประคองการเติบโต แต่ความท้าทายจากภายนอกโดยเฉพาะเรื่องการค้านั้น จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเจรจา FTA และการหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักที่มีความเสี่ยงสูง

ข้อมูลตลาดสำคัญ (ณ วันที่ 15 ธ.ค. 2568)

ดัชนี Dow Jones: ปิดบวก +452.80 จุด (+1.21%)

ดัชนี S&P 500: ปิดบวก +58.90 จุด (+1.10%)

ดัชนี SET Index (ไทย): เปิดบวก +21.30 จุด (+1.52%)

อัตราแลกเปลี่ยน (USD/THB): 34.85 บาท/ดอลลาร์

ราคาน้ำมันดิบ WTI: $72.50 ต่อบาร์เรล (บวกเล็กน้อย)

จัดทำโดยกองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters